ทั้งหน้าที่การงาน ความสัมพันธ์ และจิตใจ(สเปอร์สได้แชมป์สักที!!)

สิ่งที่ได้เรียนรู้แบบสั้นๆ (สั้นแล้วมั้ง)
1. คุณค่าของเรา
คนใกล้ชิดอย่างครอบครัวและเพื่อนให้คุณค่ากับตัวตนและพฤติกรรมของเรามากกว่าสิ่งภายนอกที่ไม่ว่าจะแพงแค่ไหนก็คงไม่สามารถซื้อความรักหรือความเคารพจากพวกเขาในระยะยาวได้
2.การอยู่กับปัจจุบัน
การมี สติ รู้ทันอารมณ์และความรู้สึกที่เกิดขึ้นในขณะนี้โดยไม่ยึดติดอดีต หรือกังวลอนาคต มองปัจจุบันเป็นธรรมะที่เกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป ที่มาของการสักคำว่า “สติ” ตรงข้อมือ
3.ถ้าอยากจะทำอะไรก็ทำไปเถอะ
แบ่งเงินเก็บออกมาใช้เพื่อความสุขบ้าง ใช้คำว่าบ้างนะ ไม่ใช่ทั้งหมด เอาจริงปีนี้มีสองทริปที่แบบเรียกว่าผิดหลักการใช้เงินของตัวเองมาก (แต่ก็บินตั๋วถูกๆ นะที่พักง่ายๆ) จองตั๋วปุปปัปใน 1 วีคคือ ไปดูรอบรองยูฟ่าคัพ แต่มันกลายเป็นนัดที่ดีสุดในชีวิต และ ไปเบเกอรี่ทริปที่เกาหลีดูครัวกลางและเจอเชฟเก่งๆ ที่นั่น ทำให้มีแรงบันดาลใจหลายเรื่องเลย
4.ให้อภัย
เราไม่ต้องไปโกรธแค้นคนที่ทำร้ายเรา เราเชื่อว่า ทุกคนต้องได้รับผลกรรมของตัวเองนะ ยิ่งไปโกรธก็ยิ่งไม่ได้ move on มองเรื่องดีๆ ที่เกิดขึ้นหลังจากนี้ดีกว่า
5.เปิดใจ
รับความเห็นต่างๆ เลิกมองสีเสื้อ เลิกเชื่อในชุดความคิดที่ social algorithm ป้อนเราให้ไบแอส พยายามฟังอีกด้านหนึ่ง แล้วเราได้เจอโลกใหม่ ดีๆ ขึ้นเยอะนะ
6.คนดี
การได้เจอคนดีๆ ควรเก็บเขาไว้ให้ดีที่สุด ในสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ สังคมมีแต่คนร้ายขึ้น หากชีวิตเรามีคนดีๆ อยุ่ใกล้ตัว อย่างไรเราก็จะผ่านทุกอย่างไปได้
7.ลดอัตตา
คนที่สอนและเตือนเรา เราควรเก็บเขาไว้ข้างตัว เพราะคนนี้แหละคือคนที่รักเราจริงๆ ที่เราใช้คำว่ากล้าสอนเพราะวัยแบบนี้คนก็คงคิดว่าไม่มีใครอยากมาสอนแล้ว ignore เราไปเลยมันง่ายกว่าแต่จริงๆ เราดีใจที่เราได้เจอคนที่มาสอนเรา เราว่าเราเติบโตแบบนี้มากกว่า คนที่คอยเอาใจหรือมาดุด่าอย่างเดียว
8.ความเชื่อ
Belief ยังคงเป็น 1 ใน 5 ข้อแรกของ gallup strengthsfinder เรา เราเชื่อว่าคนเราควรทำสิ่งที่ถูกต้องไม่เอาเปรียบคนอื่น การยืนอยู่ในแสงก็ต้องรู้ว่าเราทำอะไรที่ดีต่อสังคมไหม สังคมต้องดีกว่านี้และเชื่อว่า คน คือสิ่งที่ขับเคลื่อนองค์กร ขับเคลื่อนสังคม อะไรที่ทำแล้วมีแต่ผลลบจะไม่ทำ แถมบวกอีก 55+
9. ไม่ยึดติดความสำเร็จ
เราว่าที่เราอดทนเจอเรื่องร้ายดี ไม่ยินดีในความสำเร็จ ไม่ยึดติดกับสเตตัสต่างๆ ได้ เพราะเชียร์สเปอร์สนะ 30 ปีที่ทนกับฟอร์มขึ้นลง ขนาดได้แชมป์ดีใจได้ไม่กี่เดือนฟอร์มก็ดิ่งลงเหวต่อ 555+
……
รีวิวแบบยาว
เอาไว้เก็บเป็นความทรงจำของปีสุดท้ายที่ รถไฟเหาะ ปีที่หมอดูเรียกว่า ปีแห่งเสาเสีย วาสนาไม่มีพลังมาหลายปีแหละ แต่เขาบอกดวงเราปีหน้าควรจะขาขึ้นอย่างเดียวแหละ สาธุ !
เอาจริงๆ ตั้งแต่ปลายปีที่แล้วมาจนปีนี้ทั้งปีจะเรียกว่าหนักก็ได้นะ หนักแบบ ถ้าไม่ใช่วัยนี้ก็ไม่รู้จะมีสติและผ่านมันมาได้ไหม ถึงกับมีคนพูดถึงเราให้ผู้ใหญ่ฟังว่า
“ตูนเขาเป็นคนอึดครับ เขาผ่านเรื่องร้ายๆ ในชีวิตที่ผมเป็นผู้ชายยังไม่คิดว่าจะผ่านมันไปได้”
ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดว่าหนัก แต่พอเล่าให้เพื่อนๆ ฟัง มันก็บอกว่าจริงๆ มันหนักแต่มึงพยายามลืมไปไง
ก็คงบอกทุกคนเสมอที่ผ่านมาได้เพราะ “อยู่กับปัจจุบัน”
หากปลายปีที่แล้วจะรีวิวว่ามีกัลยาณมิตรที่ดี ก็ต้องบอกว่าปีของการเปลี่ยนแปลงนี้ก็เกิดจากคำพูดของกัลยาณมิตรเช่นกัน
“ถ้าพี่ไม่ไหวแล้ว พี่ไม่ต้องห่วงพวกผมนะ พวกผมดูแลตัวเองได้”
นั่นเป็นที่มาของการเลือกออกจาก CEO เพราะเราไม่เหมาะที่จะแบก และบอร์ดก็ไม่ได้เชื่อในสิ่งที่เราสร้างมาอีกต่อไป จากกันด้วยดีดีกว่า จึงเป็นที่มาของการได้พัก เพราะปกติใช้ชีวิตแบบไม่ได้พัก ได้หยุดคิด คือตื่นมาอีกวันก็ต้องพยายามลืมและรับปัญหาใหม่ๆ เครียดปัญหาใหม่ๆ ต่อ
ไม่ค่อยได้มีเวลาหยุดคิดว่า เรา “รู้สึก” อะไรอยู่ จนตื่นเช้าของวันแรกที่ไม่ได้ทำงาน ไม่ต้องตื่นมาก่อนตลาดเปิด ดูว่าแอปจะล่มไหม ไม่ต้องอ่านเมล ไม่ต้องอ่านไลน์ที่ทำงาน นอนตื่นสายก็ได้ โล่งแบบงงๆ ก็มีข้อความส่งมาว่า
“29 MAY AT 08:37
วันนี้ถ้าตื่นมาแล้วรู้สึกแปลกๆ เหมือนอะไรหายไปก็ไม่เป็นไรนะ ตอนนี้แค่พี่กำลังจะก้าวไปอีก chapter ของชีวิตแล้ว 😊”
เหมือนเรายังไม่ทันได้รู้สึกอ่ะ แต่มีคนห่วงเราให้ก่อนแล้ว อ่านแล้วก็อึ้งไปสักพัก ((ก็คงเป็นอีกปีที่ไป R&B ไปชงเจริญ ไป Nazty กันบ่อยมาก ทีม LIB MKT นี่คือถึงไหนถึงนั่น support จิตใจได้ดี Playlist แห่งปี “ชีวิตยังคงสวยงาม, บรรยากาศ และ ความเชื่อ”))
ครึ่งปีหลังจึงเป็นปีที่อยู่บ้านเยอะมาก เพราะโปรเจคที่ตั้งใจจะไปทำตอนแรกก็ล้มไป (ไปทำงานแบบวีคละสองวันมาฟรีสี่เดือน) สิ่งที่ได้เรียนรู้ก็คือการได้เรียนรู้จัก “คน” มากขึ้น แต่อะไรเกิดขึ้นแล้วย่อมดีเสมอ เพราะมันได้แลกกลับมากับการได้มามีกัลยาณมิตรที่ดีเพิ่ม และ มีแก๊ง LIB Girl power ที่เหนียวแน่นมาก support กันมาจนถึงทุกวันนี้
ตอนที่โปรเจคนั้นล้มไปสิ่งนึงที่ได้เรียนรู้เลยคือเราเติบโตมาด้วยเพื่อน วันนั้นเจ้าของโปรเจคถามเราว่าเราจะเป็น CEO แทนได้ไหม เราว่ามันคือเกมส์ ที่ให้เลือกว่าเราจะเอาตัวรอดไหมเพราะเราสร้างทีมเราไว้เหมือนกันแล้ว แต่เราเลือกที่จะปกป้องเพื่อนจึงบอกว่า เหตุผลที่เลือกมาที่นี่เพราะเพื่อนเราเป็น CEO ถ้าเพื่อนเราไม่อยู่เราก็ไปเช่นกัน และยกทีมออกหมด เอาจริงๆ การเลือกแบบนั้นเงินจะหายไปเลยเพราะทำมาสี่เดือนแล้ว แต่นี่คือ Learning ที่สำคัญของปีนี้เลย อย่าเอาเงินเป็นตัวตั้ง เพื่อนและศักดิ์ศรีของตัวเองต่างหากที่จะไม่ก้มหัวให้คนไม่ดี
สุดท้ายก็ได้มาเข้าสู่โลกของงานที่ปรึกษา ที่ควบตำแหน่ง CPO ไปด้วยกับ “Mattaya Vision Center” เพราะเพื่อนเรานี่แหละ จึงทำให้มาเจอเจ้าของอย่างแจนกับหลิน ที่พอมาทำงานกับเจ้าของสาย execute ไปด้วยกันแล้วยังได้พาทีมของตัวเองที่ยกกันมาจากโปรเจคที่ล่มไป รู้สึกว่าการเกิดเรื่องร้ายสุดท้ายก็พาพวกเรามาเจอเรื่องดีๆ จนได้ มาทำได้สองเดือนแหละ ต้องบอกว่าไม่ง่าย มีเรื่องที่ต้องสร้างเพิ่มอีกเยอะแต่ happy กับทีมผู้บริหารมาก เพราะได้เรียนรู้ไปด้วยกันไม่ต้องแบกคนเดียว
พี่แดงถามวันก่อนว่า “ตูนพอแกพักมากๆ มันมีช่วงที่เคว้งไหม” ตอบแกไปว่าจริงๆ ตอนออกมาคือตั้งใจจะไปทำโปรเจคใหม่เพราะรู้ว่าเดี๋ยวก็เซ็นสัญญาแหละ ตอนนั้นเลยไม่เคว้ง แต่อีตอนโปรเจคใหม่ล่ม นี่อย่างเคว้ง แต่อยากแนะพี่แดงว่าให้โฟกัสที่เงินก่อนเลยว่าโอเคไหม ถ้าเงินเก็บโอเค อยากให้พี่อย่ารีบตอบรับงาน แล้วดูสิ่งที่เราอยากทำจริงๆ เพชรก็บอกเห็นด้วย สุดท้ายมันจะมี offer ให้เราเยอะแยะ ใช้เวลาคิดดีกว่าว่าคือสิ่งที่อยากทำจริงไหม
แต่สุดท้ายทุกคนควรมี asset ของตัวเอง นั่นคือที่มาที่ปีนี้พยายามกลับมาเรียน มาอ่านหนังสือ ลองทำอะไรหลายอย่างไปด้วย และที่ HOM ก็ปีที่ 9 แล้วนะ พยายามทำให้เป็น community มากขึ้น ดีใจที่ได้มาเจอแก๊ง HOC และ Daybreaker เป็นเพื่อนที่ support ทั้งไอเดีย อยากทำไรก็ลองกันเลย เราอยากทำไรดี ๆ เพื่อสังคมก็รีบ connect ให้เราเลย จนได้ไปเจอกลุ่มเพื่อนใหม่ๆ คอมมูนิตี้ใหม่ ได้เข้าใจพลังของคนตัวเล็กจริงๆ สิ่งแรกที่เราจะช่วยเขากลับก็คือสอนคลาสการเงินและลงทุนนี่แหละ
ปีนี้เลยเป็นอีกปีที่เปิดใจรับความเห็นต่างๆ แบบสุดๆ เอาจริงๆ ตอนนี้ไม่สนใจสีเสื้อแล้ว ไบแอสไรเก่าๆ ทั้งเรื่องดี เรื่องร้ายพยายามลบหมด แล้วมีเปิดใจรับฟังขึ้นเยอะ เอาจริงๆ ลามไปถึง อัตตา ของตัวเองด้วย คิดว่าโชคดีมีคนใกล้ตัวที่กล้าสอนเรา ไม่ให้เราหลงไปกับความคิดและอัตตาตัวเอง หวังดีต่อคนอื่นแบบไม่คาดหวัง ทำเท่าที่เราทำได้ก็พอ
สุขภาพ…ปีนี้บอกตัวเองว่าได้ลอตโต้บางแสน 42 จะกลับมาวิ่ง พอได้ก็เลยเป็นที่มา ลง half กับ full ไปเรื่อย จบ 1 full และ 2 half ถือว่าพอใจมากแล้วนะกับวัยนี้
เดินทาง…เป็นปีที่เดินทางเยอะมาก
ทริปทำงาน > ลอนดอนกับเกียวโต
ทริปเพื่อตัวเอง > ลอนดอนอีกรอบไปดูนัดรอบรองไก่เจอโบโดกริม ไปคนเดียวแบบน่าจะเป็นนัดที่ดีสุดในชีวิต (ปกติไปแล้วแพ้) และทริปเกาหลีไปทริปเบเกอรี่ทัวร์สนุกมากเช่นกัน
ทริปเพื่อลูก > เกาหลีอีกสองครั้ง สกีครั้งและพาเพื่อนริอาเที่ยวครั้ง
หมาแมว…เอาจริงๆ ตอนเลี้ยงแมวไม่รู้สึกไรเลยนะ มันติสไม่ค่อยยุ่งกับเรา แต่หมานี่แบบคนละเรื่องเลย เหมือนมีลูกอีกคนปรับจูนกันเยอะ แต่สุดท้าย คาปูเป็นหมาที่จูนกันติดนะ การที่อยู่บ้านเยอะนี่บอกเลย ติดหมาด้วย
เดินป่า … ช่วงหน้าฝน ได้เดินป่าเยอะขึ้นน้องนิรินทร์ดูดวงให้บอกตามดวงจีนสามเรื่องที่ส่งพลังพี่ตูนคือ ธรรมชาติ การพักผ่อน และ finance ซึ่งจริงนะ ทุกครั้งที่ไปเดินป่า รู้สึกดีๆ มาก
ริอา .. ดีใจที่ริอาได้รับความรักจากบ้านปู่ บ้านพ่อเขา และบ้านเราอย่างเต็มเปี่ยม เติบโตเป็นเด็กที่แข็งแกร่งเพราะคุณปู่ ป้าต่าย ป้ามาลัยดูและสอนดีมาก อันนี้คือสิ่งที่เราคิดหนักเรื่องการย้ายริอากลับมาอัสสัมไม่เรียน Wellington แล้ว เพราะเราคิดว่าการที่ริอาเดินจากบ้านปู่ไปเรียนได้กลับมาก็มีคนดูแลเยอะ สำคัญกว่าโรงเรียน ที่สำคัญแม่ได้เก็บเงินเยอะขึ้นเยอะเมื่อไม่ต้องลงโรงเรียนอินเตอร์ หากวันนึงเขาจะแพ้เรื่องการทำงาน เชื่อว่าเงินนี้จะเป็นทุนให้เขาต่อยอดธุรกิจแทนได้
ปี 2025 ก็ขอขอบคุณทุกคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ทุกข้อความ ทุกการกระทำ และทุกกำลังใจจริงๆ ถึงสิ่งที่เจอจะหนัก แต่เพราะกัลยณมิตรทั้งหลายนี่แหละทำให้เรารู้ว่าเราเป็นคนโชคดีต่างหากที่ได้เจออะไรร้ายในวันที่กัลยาณมิตรร่ายล้อมขนาดนี้
ขอจบด้วยข้อความจากหนังสือ Art of Spending
“ในโลกอันซับซ้อนที่เต็มไปด้วยโชคและความไม่แน่นอน พวกเราไม่มีทางรู้หรอกว่าวันไหนเราจะต้องพึ่งพิงใครในอนาคตหรือไม่ สิ่งที่พวกเราทุกคนทำได้ในตอนนี้จึงเป็นการมอบเมตตาให้กับผู้อื่น โดยยิ่งคุณเกิดมาโชคดีเท่าไหร่ก็ยิ่งควรมอบเมตตาให้กับผู้อื่นให้มากขึ้นเท่านั้น”

