·

จากอดีต CEO ถึงน้องๆ: อย่าปล่อยให้ “ความเกรงใจ” ทำลายสิทธิ์ที่คุณควรได้

อยากขอแนะนำพนักงานเรื่องการไปทำงานแต่ละที่อยากให้ฝึกปกป้องสิทธิเรื่องต่างๆ กันนะตั้งแต่ก่อนจะเริ่มเซ็นสัญญาเลย โดยเฉพาะในสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้เราคิดว่าพนักงานควรรู้สิทธิตัวเองไว้บ้างมันจะดีมากๆ เลย


อยากขอแนะนำพนักงานเรื่องการไปทำงานแต่ละที่อยากให้ฝึกปกป้องสิทธิเรื่องต่างๆ กันนะตั้งแต่ก่อนจะเริ่มเซ็นสัญญาเลย โดยเฉพาะในสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้เราคิดว่าพนักงานควรรู้สิทธิตัวเองไว้บ้างมันจะดีมากๆ เลย พูดในฐานะที่เคยผ่านงานมาตั้งแต่เป็นวิศวกรบริษัทอันดับหนึ่งของโลกด้าน Oilfield service และบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ ทำงานเป็น CEO บริษัทหลักทรัพย์ ทำบริษัทกับเพื่อนๆ เทคสตาทอัพ ทำธุรกิจโฮสเทลและทำงานที่ปรึกษา

.

บริษัทมักจะพยายามลดต้นทุนและเพิ่มความยืดหยุ่นให้ตัวเอง ซึ่งบางครั้ง “ความยืดหยุ่น” นั้นกลายเป็นการเอาเปรียบพนักงาน หวังว่าเรื่องราวนี้จะช่วยน้องๆ ปกป้องสิทธิที่ควรได้ตามกฎหมายแรงงานไทย (โดยมากศาลแรงงานเข้าข้างลูกจ้างนะ)

จำไว้ว่า บริษัทต้องการพนักงานที่ “ทำงานเก่ง” แต่เขาจะเกรงใจพนักงานที่ “รู้กฎหมาย” การปกป้องสิทธิตัวเองไม่ใช่การเป็นศัตรูกับบริษัท แต่คือการสร้างบรรยากาศการทำงานที่เคารพซึ่งกันและกัน

ไม่ใช่ว่าเราเก่งแล้วอยากมาแชร์นะ แต่เคยเจ็บมาด้วย เจอเพื่อนๆ น้องๆ โดนทำให้เจ็บด้วย หรืออาจไปทำคนอื่นเจ็บด้วย แต่อยากเล่าในมุมว่าแต่ละมุมทั้งฝั่งนายจ้าง ลูกจ้างมันก็มีจุดตรงกลางหมด ที่เราเรียกมันว่า ความยุติธรรม เลยอยากแชร์เพราะรู้สึกว่าน้องๆ หลายคนอาจจะยังไม่เคยปกป้องสิทธิตัวเอง เผื่อการเล่าเรื่องนี้ช่วยอะไรได้บ้างนา

แน่นอนว่าตอนเป็นวิศวกรแท่นขุดเจาะเขาเป็นบริษัทที่มีกำไรเยอะ และมีระบบที่ดี มักไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไร เพราะเรื่องการจ่ายเงินชดเชย สวัสดิการที่ดีเพื่อดึงดูดพนักงาน มันเป็นเรื่องปกติ และเขาเองถูก audit ยันแผนก HR อยู่แล้วดังนั้นเรื่องพวกนี้มันยุติธรรมมากๆ (แต่ฝรั่งเขาจ่ายดีแต่ไล่ออกโหด เพื่อนๆ ที่โดนกันคือส่งเมลนี่แหละ แบบ Oracle วันนี้เลย)

.

เรื่องการปกป้องสิทธิที่อยากให้รู้ในที่นี้ อยากให้เรามองตัวเองก่อนด้วยนา เราว่าเป็นพนักงานที่ดีไหม

> เข้างานตรงเวลาไม่เอาเปรียบนายจ้าง ไม่ใช่ใช้ทุกสิทธิลาตลอด เช่นลาป่วย ลากิจแบบไม่มีหลักฐานหรือป่วยจริง ไปภาระกิจจริงๆ

> ไม่โกงเงินบริษัท

> ถึงแม้เรายังทำงานไม่ดีเวลาโดน feedback เราได้พัฒนาตัวเองแล้วใช่ไหม

> ไม่ปลุกปั่นบริษัทหรือสร้าง toxic คำว่า “ปลุกปั่น” ต้องแยกด้วยนะ ว่านายจ้างมีตั้งคณะกรรมการตรวจสอบไหมก่อนเอาเราออกไหม ไม่ใช่ฟังจากคนหลายๆ คนแล้วออกเลยเพราะบางที culture เก่าอาจเป็นปัญหาก็ได้ ของเราตอนเป็นนายจ้าง เรามีตั้งคณะกรรมการตรวจสอบก่อน “ปลุกปั่นกับนินทา” ก็ต่างกันนะ ปลุกปั่นคือเอาเรื่องจริงมาพูดบิดเบือน แต่นินทาเราเฉยๆ มาก เพราะเราไม่มีวันเป็นคนที่ลูกน้องรักได้หมดอยู่แล้ว

> Performance ไม่ผ่าน นายจ้างต้องเรียก feedback และให้ warning ก่อนนะ

ย้ำว่าตอนเราเป็นนายจ้างเราจ่ายชดเชยทุกคนนะ ไม่มีเอาเปรียบ คือต่อให้ Performance เขาไม่ผ่านอ่ะ เรามองว่าเขาก็คือ พ่อ แม่ ลูกของใครสักคนนึง เขายังต้องใช้เงินในการเลี้ยงชีวิตต่อไป

จุดที่นายจ้างมักเข้าใจผิดกันเสมอ คือเรื่อง Mindset และ Knowledge

เวลาอยู่ตำแหน่งบนๆ โดยมากเราจะชอบมีอัตตา แล้วคิดว่าน้องๆ mindset ไม่ดี ทำงานไม่ได้หรอก แต่หลายๆ ครั้งที่ลงไปคุย 1-1 มันมักเกิดจากการที่เราไม่ได้พูดคุยกันหรือเข้าใจมุมมองของเขามากกว่า สุดท้ายสิ่งที่เขาขาดมักเป็น Knowledge นั่นแหละหน้าที่เราที่ต้องเรียกหัวหน้ามาช่วยสอนงานเขา หรือเอาคนข้างนอกมาสอน แต่ฝากนิด คนเราไม่ได้เก่งจากการสอนในครั้งเดียวอยากให้ช่วยมีการติดตามผลงานน้องๆ ต่อด้วย

สิทธิของพนักงานก็คือถ้าเขาจะให้เราออกเพราะบอกเราทำงานไม่ผ่าน อยากให้แน่ใจเรื่องนี้ เขา feedback ไหม ก่อนตัดสินเรา

.

สิทธิที่ลูกจ้างควรเข้าใจ

1. กับดัก “สัญญาจ้างระยะสั้น” ในงานประจำ (หมายถึงเข้าออกแบบตอกบัตร ทำงานเต็มวัน 5 วันหรือ 6 วัน)

หลายบริษัทชอบใช้สัญญาจ้างแบบ 3 เดือน หรือ 6 เดือน ทั้งที่ตัวงานคือ “งานประจำ” เพื่อเลี่ยงการจ่ายค่าชดเชยเมื่อต้องการเลิกจ้าง

ความจริงที่พนักงานต้องรู้

อย่าหลงกลชื่อเรียก: ต่อให้ในสัญญาจะระบุว่าเป็น “สัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลา” แต่หากลักษณะงานเป็นงานปกติของธุรกิจ กฎหมายจะมองว่าเป็น “งานประจำ”

ระบบการประเมินต้องชัดเจน: หากบริษัทอ้างว่าต้องต่อสัญญาทุกปีเพื่อดูผลงาน เขาไม่สามารถบอกเลิกสัญญาเฉยๆ โดยไม่มีเหตุผลได้ บริษัทต้องมีระบบ Feedback & Evaluation ที่เป็นธรรม หากเราทำงานดีแต่เขาไม่ต่อสัญญาโดยไม่มีการแจ้งเตือนหรือประเมินที่บกพร่อง เราฟ้องฐาน “เลิกจ้างไม่เป็นธรรม” ได้

หากได้ข้อเสนอเป็นสัญญาชั่วคราวสำหรับงานที่ดูเหมือนงานประจำ พยายามเจรจาให้ระบุเงื่อนไขการเปลี่ยนเป็นพนักงานประจำที่ชัดเจนลงในสัญญา หรือถ้าเขาบอกมีการทิ้งงานกันบ่อย เขาเลยต้องทำสัญญาแบบนี้ ให้ถามหาระบบประเมินที่ชัดเจน

2. สิทธิที่ “ฟ้องกลับ” ได้เสมอ: OT, เวลาทำงาน และขั้นตอนการสู้

พนักงานจำนวนมากถูกล้างสมองด้วยคำว่า “Culture” หรือ “Passion” จนยอมทำงานฟรี ซึ่งตามกฎหมายแรงงานไทยนั้นเข้มงวดมาก (เราก็นำบริษัทด้วย Culture นะ แต่วันธรรมดาเราใช้ flexible hour วันหยุดเราให้ OT ถ้าต้องไป event)

สิทธิที่เรามี:

OT : หากสั่งให้ทำเกินเวลาทำงานปกติ ต้องจ่าย 1.5 เท่า ถ้าทำในวันหยุดต้องจ่าย 1-3 เท่า (แล้วแต่กรณี) คำว่า “เหมาจ่าย OT” ในสัญญามักจะไม่มีผลทางกฎหมายหากยอดที่จ่ายจริงต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด

เวลาทำงาน: งานทั่วไปต้องไม่เกิน 8 ชม. ต่อ วัน หรือ 48 ชม. ต่อสัปดาห์ หากเกินกว่านี้ถือว่าผิดกฎหมาย

การฟ้องร้อง :

> รวบรวมหลักฐาน: แคปหน้าจอแชทสั่งงาน, บันทึกเวลาเข้า-ออกงาน (Time log), อีเมลสั่งงานนอกเวลา

> กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน: ไปที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในพื้นที่ (หรือแจ้งออนไลน์) เจ้าหน้าที่จะช่วยไกล่เกลี่ยให้โดยเราไม่ต้องเสียค่าทนายในขั้นแรก

> ศาลแรงงาน: หากไกล่เกลี่ยไม่จบ เราสามารถฟ้องศาลแรงงานได้ กระบวนการนี้ไม่มีค่าธรรมเนียมศาลสำหรับพนักงาน

3. ตำแหน่งแขวน

อันนี้โหด มันมีสองแบบคือ บริษัทอาจไม่มีนโยบายไล่ออกเลยย้ายไปตำแหน่งแขวนสบายกว่าเดิม คนทำงานไม่ดีอาจชอบ แต่คนทำงานดีจะรู้สึกว่ามันคือเกมจิตวิทยาที่บริษัทใช้เพื่อต้องการไล่เราออกแต่ไม่อยากจ่ายค่าชดเชยโดยการทำให้เรา “ทนไม่ไหวจนลาออกเอง”

สัญญาณอันตราย:

> ย้ายไปตำแหน่งที่ไม่มีงานทำ: ลดบทบาท ดึงงานสำคัญออก ให้ไปนั่งว่างๆ หรือทำงานที่ไม่ตรงกับทักษะอย่างรุนแรง

> การลดตำแหน่งหรือสวัสดิการ: แม้เงินเดือนเท่าเดิม แต่ถ้าลดตำแหน่งให้ต่ำลง หรือย้ายไปที่ทำงานที่ไกลขึ้นมากโดยไม่มีเหตุจำเป็น ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการจ้างที่ไม่เป็นธรรม

วิธีรับมือ:

ห้ามลาออกเองเด็ดขาด: หากลาออกเอง เราจะเสียสิทธิรับค่าชดเชยตามอายุงาน ซึ่งอาจสูงถึง 10-13 เดือนสำหรับคนที่ทำงานนาน

บันทึกหลักฐานการสั่งงาน: หากไม่มีงานให้ทำ ให้ส่งอีเมลถามหัวหน้าเป็นระยะว่า “วันนี้มีภารกิจอะไรให้รับผิดชอบไหม” เพื่อยืนยันว่าเราพร้อมทำงานแต่บริษัทไม่ป้อนงานเอง

ปรึกษาแรงงาน: การปรับลดบทบาทหน้าที่โดยไม่มีเหตุสมควร ศาลแรงงานมักมองว่าเป็นการ “เลิกจ้างกลายๆ” เราสามารถฟ้องร้องเพื่อเรียกค่าชดเชยได้เช่นกัน

4. เช็กให้ชัวร์ – ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และประกันสังคม อย่าให้บริษัทหักเงินไปฟรีๆ

นี่คือจุดที่พนักงานหลายคนพลาด เพราะคิดว่าบริษัทจัดการให้แล้ว แต่บางครั้งบริษัทอาจหักเงินเราไปแต่ “ไม่นำส่ง”

สิ่งที่เราต้องตรวจสอบ:

> ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.1) : ทุกสิ้นปีหรือเมื่อลาออก บริษัทต้องออกใบ “50 ทวิ” ให้เรา หากบริษัทไม่ยอมออกให้ หรือเช็กในระบบสรรพากรแล้วไม่มียอดเงินนำส่ง แสดงว่าบริษัทกำลังยักยอกเงินของเรา

> ประกันสังคม: ดาวน์โหลดแอป SSO Connect เพื่อเช็กยอดเงินสมทบทุกเดือน หากพบว่ายอดไม่เข้าเกิน 3 เดือน ให้รีบสอบถามฝ่ายบุคคลทันที เพราะเราอาจเสียสิทธิการรักษาพยาบาลและเงินชดเชยว่างงานได้

5. “อย่าเซ็น” หากไม่มั่นใจ – กฎเหล็กก่อนจรดปากกา

มีเอกสารหลายฉบับที่พนักงานมักเซ็นไปโดยไม่คิด และมันจะกลับมาทำร้ายเราภายหลัง

สิ่งห้ามเซ็นเด็ดขาดถ้ายังไม่ได้ตรวจสอบ:

>ใบลาออกล่วงหน้า: บางบริษัทให้เซ็นทิ้งไว้ตั้งแต่วันเข้างาน เพื่อที่เขาจะกรอกวันที่ไล่เราออกเมื่อไหร่ก็ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย

> สัญญาห้ามทำงานที่เดียวกันที่กว้างเกินไป: หากขอบเขตงานหรือระยะเวลานานเกินไป ศาลอาจมองว่าเป็นการจำกัดสิทธิในการประกอบอาชีพเกินสมควร

> เอกสารรับผิดชอบความเสียหายที่ไม่ได้เกิดจากเรา: อย่าเซ็นรับผิดในความเสียหายทางธุรกิจที่เกิดจากปัจจัยภายนอกที่เราควบคุมไม่ได้

ตอนนี้คิดออกประมาณนี้ แต่นั่นแหละ ถ้าเราชัดก่อนเซ็นสัญญาอ่ะ จะดีกว่า และแน่นอนว่า ถ้ามันดูไม่ชัด ไม่ต้องไปทำนา มันไม่คุ้มพลังงาน ถ้าไม่แน่ใจอะไรเด่วนี้น้องๆ เจมิไน น้องคล้อด เขาเก่งแล้ว ซื้อแบบโปรให้รีวิวได้เลย แต่ถ้าเราต้องการงานและเงินมากกว่า ก็ทำไปก่อนนะ แต่อยากให้เผื่อใจเรื่องพวกนี้ไว้

เราเองก็โชคดี ได้รู้หลายเรื่องเยอะขึ้นเพราะมีรุ่นพี่และเพื่อนเก่งๆ ช่วยสอนเยอะ

ขอบคุณประสบการณ์ที่ทำให้ได้เติบโต และอยากเขียนเพื่อให้พวกเราในฐานะเป็นนายจ้างอย่าไปทำไม่ดีกับลูกจ้าง และน้องๆ ในมุมลูกจ้างที่เคยเจ็บมา อยากให้จำไว้เสมอ ฟ้าหลังฝนมีเสมอ อย่าไปคิดฟุ้งซ่านนา เดินหน้าต่อไป ว่างๆ ก็มาทำคุ้กกี้กับพี่ที่ HOM ได้

More from the blog