ถ้าอยากมีชีวิตที่ดี ไม่จำเป็นต้องคิดให้ซับซ้อน เพราะหลายครั้งสิ่งที่เปลี่ยนชีวิตเราได้จริงๆ ไม่ใช่การคิดและทำให้เยอะเข้าไว้ แต่คือการคิดให้ง่ายขึ้นและทำเฉพาะสิ่งที่มีความหมายกับเรา
.
ติดตามโสภณตั้งแต่หนังสือ “Stay Busy, Stay Foolish” ที่เล่าเรื่องการทำสตาทอัพที่เชียงใหม่ของคนที่ลาออกจาก Microsoft ที่อเมริกาแต่เกือบสิบปีก่อนที่เราเองก็ล้มลุกคลุกคลานกับการลาออกมาทำสตาทอัพเช่นกัน เราชอบแนวคิดและวิธีการเขียนเขามาก เลยติดตามเพจ “เก่งแบบเป็ด” มาด้วย จำได้ว่าตอนไปงานที่ทอยชวนไปดูหนัง เจอโสภณตัวจริง ก็รีบเดินเข้าไปบอกว่า ชอบงานเขียนแบบนี้นะ มันดูเป็นบทความมากกว่าการเขียนเคาะบรรทัดเยอะๆ (อันนี้น่าจะเป็นเพราะวัยเราขึ้นเลขสี่เหมือนกัน 555+)
.
ได้อ่านหนังสือ Think Simple จนจบไม่แปลกใจที่ขายดี บู้ท Welearn โปรโมทรูปหนังสือใหญ่มาก และคิดว่าวัยคนชอบอ่านหนังสือแนวนี้ส่วนหนึ่งน่าจะเข้าโหมด “ชีวิตครั้งที่สอง” ซึ่งเป็นบทสุดท้ายของหนังสือเล่มนี้ ชีวิตครั้งที่สองคือชีวิตที่ไม่ได้วิ่งตามความคาดหวังคนอื่น และไม่ได้ปล่อยให้ตัวเองไหลไปตามกระแสของโลก เข้าใจว่าความสุขไม่ได้เกิดจากการเพิ่มแต่คือการลด ละ เลิก (ขอเว้นเรื่องการเพิ่มกองดองหนังสือหน่อยนะลดไม่ได้จริงๆ )
.
ชีวิตครั้งที่สองในความหมายของโสภณ คือชีวิตที่เชี่ยวชาญคำว่า “ไม่” คือการกล้าเดินออกจากวงสนทนาที่ไร้ความหมาย กล้าปฏิเสธงานที่ได้เงินดีแต่กัดกินวิญญาณ และกล้าบอกลาผู้คนที่ไม่เห็นคุณค่าในตัวเรา เพราะรู้ว่าเวลาคือทรัพยากรเดียวที่ไม่มีใครซื้อเพิ่มได้แต่เสี้ยววินาทีเดียว
.
ขอเสริมวันก่อนฟังสัมภาษณ์ชมพู่อารยา ชอบที่นางบอกว่า ไม่รู้จะเปิดบทสนทนา กินข้าวยัง ไปเที่ยวไหนมา เพราะฉันไม่ได้แคร์ … introvert ที่จริงใจมาก 55+
.
สำหรับเรา หนังสือเล่มนี้มี 35 ข้อคิดที่กลั่นมาจากประสบการณ์ของโสภณที่ผ่านการทำงานในบริษัทใหญ่ ทำเทคสตาทอัพของตัวเอง จนมามีชีวิตแบบ One Person Business จริงๆ มารู้จักโสภณเพิ่มเติมอีกครั้งก็เพราะคอมมูนิตี้ OPB ของ Benz Arnan ที่สัมภาษณ์โสภณในคลาสเรียน เลยอยากอ่านหนังสือเล่มนี้แนะว่าเหมาะสำหรับคนทุกวัย เพราะเราคิดว่าต่อให้เป็นน้องๆ ที่พึ่งเริ่มทำงาน เราก็มักแนะนำเสมอให้ลองไปทำงาน Corporate ใหญ่ก่อน เพื่อเข้าใจคำว่าระบบ ก่อนที่จะมาลองสร้างอะไรของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นสร้างธุรกิจเล็กๆ ขับเคลื่อนไว หรือธุรกิจแบบตัวคนเดียวด้วยการสร้างตัวตน การเรียนรู้กับหลายๆ ธุรกิจก่อนก็มีประโยชน์เสมอ แล้วสุดท้าย ก็จะพบว่า ชีวิตครั้งที่สองคืออะไร
.
คุณค่าของชีวิตครั้งแรกก็มักอยู่บน Resume ของเรา ที่สะท้อนว่าเราทำได้ดีแค่ไหนในโลกของการทำงานและธุรกิจ แต่คุณค่าที่คนมักลืมให้ความสำคัญคือ “คุณค่าในคำไว้อาลัย” สิ่งที่คนจะพูดถึงเราในวันสุดท้าย ไม่ใช่ความเก่งหรือความร่ำรวย แต่คือความทรงจำ ความรู้สึก และร่องรอยที่เราทิ้งไว้กับคนอื่น
.
ยิ่งโสภณพูดเรื่องนี้ ยิ่งทำให้นึกถึงวันที่ลาออกจากงานวิศวกรปิโตรเลียมแล้วเจ้านายถามว่า แล้วจะเรียนโททำไม ตอนนั้นก็ตอบว่า ไม่อยากจากโลกไปแล้วรู้สึกว่าไม่ได้ทำอะไรที่เราภูมิใจ (เจ้านายเลิกคุยเลย 555+) เอาจริงๆ PTTEP เขาไม่ได้แย่นะ เขาก็ทำให้พนักงานภูมิใจกับ vision ที่ว่า “พลังของพลังเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศไทย” (แต่ผิดที่เราเองที่เราไม่อิน เป้าหมายตอนนั้นคือเลือกเรียนโทวิศวกรปิโตรเลียมเพื่อเก็บเงินให้ได้เร็วสุดเพื่อทำธุรกิจตัวเอง)
.
เพราะมนุษย์เราสุดท้ายไม่ได้ต้องการแค่ความสุข ลึกๆ แล้วเราหา “ความหมาย” ในชีวิต ความสบายมอบความสุขชั่วคราวให้เราได้ก็จริง แต่มันไม่เคยเติมเต็มในจิตวิญญาณ เราเลยเชื่อลึกๆ เสมอว่า จิตวิญญาณสำหรับเราคือทำสิ่งที่เราชอบให้มีคุณค่าและมีความหมายต่อคนอื่น แต่บางทีมันอาจไม่ได้หาเงินได้ในช่วงแรก เพราะกว่าคนเราจะมีเวลาลองผิดลองมันต้องใช้เงิน ซึ่งเลยต้องไปหาเงินก่อน และการหาเงินจากการทำงานก็ไม่ได้ได้จากงานที่เราหลงใหลเสมอไป เลยเป็นที่มาว่า โดยมาก “ชีวิตครั้งที่สอง” นะแหละถึงจะมาลองเริ่มทำสิ่งที่หลงใหล หรือ มี passion
.
ดังนั้นแนวคิด “Passion is Bullshit” ของ Scott Adams ในหนังสือ “How to Fail at Almost Everything and Still Win Big” เขามองว่าแทนที่จะวิ่งไล่ตามความรู้สึกชั่ววูบหรือความหลงใหลอย่าง passion เขาแนะนำให้โฟกัสที่…
“พลังงานของตัวเอง” เพราะพลังงานที่สูงจะช่วยให้เราผ่านงานหนักได้สม่ำเสมอกว่า การมีพลังงานสูงสุดช่วยให้คุณทำงานได้มีประสิทธิภาพและยืนระยะได้นานกว่าการรอให้มี “อารมณ์” อยากทำ
ระบบคือสิ่งที่คุณทำเป็นประจำทุกวันเพื่อเพิ่มโอกาสในระยะยาว ตัวอย่างคือ “เขียนหนังสือให้จบเล่ม” คือเป้าหมาย แต่ “การเขียนให้ได้วันละ 500 คำ” คือระบบ
คุณไม่จำเป็นต้องเป็น “ที่หนึ่งของโลก” ในด้านใดด้านหนึ่ง (ซึ่งโอกาสน้อยมาก) แต่คุณควรฝึกทักษะหลายๆ อย่างให้อยู่ในระดับ Top 25% แล้วนำมาผสมกัน (skill stacking ของสาย One Person Business นั่นเอง)
.
ไม่ว่าจะเป็นพลังงาน ระบบและทักษะจะพาเราไปทำอะไรจะกลายเป็น passion ได้ไหม โสภณก็เชื่อว่าแต่การยอมทุ่มเทเพื่อทำสิ่งที่เรารัก แม้สุดท้ายมันจะฆ่าคุณไม่ว่าจะเรื่องหมดตัว ล้มละลายและไม่สำเร็จอะไรเลย แต่มันก็ยังเป็นกระบวนการเปลี่ยนความทุกข์ทรมาณเป็นความหมายของชีวิต มันคือหนทางเดียวที่จะเปลี่ยนชีวิตที่ว่างเปล่าให้กลายเป็นความภูมิใจที่สุดเมื่อมองย้อนกลับมา แล้วแต่ว่าเราจะเลือกเส้นทางไหนเนอะ น่าจะอารมณ์เป็นแวนโก๊ะที่สำเร็จต่อเมื่อเสียชีวิตไปแล้วหรือคุณลุง KFC ที่มาเริ่มทำสิ่งที่ชอบเมื่ออายุ 60 ไป
.
สุดท้าย อยากให้โฟกัสการเลือกที่จะใช้พลังงานและเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัดไปกับสิ่งที่เราเปลี่ยนแปลงได้จริง นั่นคือ “ความคิดและการกระทำของตัวเราเอง” อำนาจที่แท้จริงไม่อยู่ที่ การพยายามเปลี่ยนคนอื่นหรือบังคับสถานการณ์ให้เป็นดั่งใจ แต่อยู่ที่ วิธีตอบสนองที่เรามีต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ต่างจากการรู้จักคำว่า ‘ไม่” ให้รู้จักถามตัวเองเสมอว่า เรื่องนี้อยู่ในขอบเขตที่เราควบคุมได้ไหม ถ้าไม่ได้ ก็แค่ยอมรับและปล่อยให้มันเป็นไป และมีแรงเหลือพอสำหรับสิ่งที่สำคัญจริงๆ
.
สำหรับเราเล่มนี้ก็ประมาณนี้ ตามนิยามหน้าปกเลย ตัดสิ่งไม่จำเป็น แล้วเหลือไว้แต่สิ่งสำคัญ เพราะชีวิตต้องคิดให้ง่าย ไม่คิดยาก
“คนชนะไม่ใช่คนที่ไม่เคยล้มเลิก แต่คือคนที่รู้ว่าควรเลิกอะไรและควรเลิกเมื่อไหร่” Seth Golin
ปล ภาพห้อง Bakelab นี่ไม่ล้อไปกับบทความเลย ของจะเยอะไปไหน 555+







