·

ดู Devil Wears Prada 2 จบแล้วนั่งร้องไห้ในโรง

ไม่ใช่เพราะหนังเศร้า แต่เพราะนึกถึงตอนตัวเองสละตำแหน่ง CEO เราสละเพราะเราไม่ใช่มิแรนด้า หรือเพราะเรายังไม่เจอ Runway ของตัวเอง ในขณะที่มิแรนด้ายอมเสียทุกอย่าง สามี ความสัมพันธ์ ชื่อเสียง ภาพในข่าวเพื่ออยู่กับ Runway เพราะมันคือตัวตนเธอจริงๆ

ไม่ใช่เพราะหนังเศร้า แต่เพราะนึกถึงตอนตัวเองสละตำแหน่ง CEO เราสละเพราะเราไม่ใช่มิแรนด้า หรือเพราะเรายังไม่เจอ Runway ของตัวเอง ในขณะที่มิแรนด้ายอมเสียทุกอย่าง สามี ความสัมพันธ์ ชื่อเสียง ภาพในข่าวเพื่ออยู่กับ Runway เพราะมันคือตัวตนเธอจริงๆ

ตอนเป็น CEO บริษัท เราเสียทุกอย่างเหมือนมิแรนด้า แต่สิ่งที่ต่างคือเราเสียไปเพื่องานที่ไม่ใช่ตัวเราอีกต่อไป  ในขณะที่มิแรนด้าเสียไปเพื่องานที่เป็นตัวเธอ (คือเราอยากสร้างโลกลงทุนเพื่อรายย่อยนะ แต่การต้องเป็น CEO บริษัทที่ไม่ใช่ของเรา ที่มีบอร์ด เราก็ไม่สามารถกำหนดทิศทางได้เหมือนตอนเริ่ม)

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “ทำงานหนักเกินไป” ปัญหาอยู่ที่ “ทำงานหนักเพื่อสิ่งที่ไม่ใช่ของเรา” แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าอะไรคือ “ของเรา” หลังจากดูสัมภาษณ์ทีมนักแสดงต่อใน ช่อง​NY Times​ มี 5 frameworks ที่อยากทิ้งไว้ตรงนี้ทั้งสำหรับคนที่ยังอยู่ในตำแหน่ง และคนที่เพิ่งสละมา

Framework 1: The Molecules Test (เทสต์โมเลกุล)
Meryl Streep เล่าในสัมภาษณ์ถึงสมัยเรียนการแสดง ครูถามนักเรียนว่า “จะแสดงเป็น King ยังไง”

ทุกคนตอบเหมือนกัน “project พลังออกมา ใส่ lift ในรองเท้าให้ดูสูงขึ้น”

ครูบอกว่าผิดทั้งหมด

“The way you convey power is how everyone else in the room behaves when you enter it. You just act naturally. You just behave.”

มิแรนด้าไม่ได้แสดงว่าทรงอำนาจ เธอแค่ behave เพื่อให้โมเลกุลในห้องเรียงตัวเองนี่คือวิธีการสังเกตสำหรับงานที่เรากำลังทำอยู่ ถามตัวเองตรงๆ ตอนเดินเข้าห้องประชุมในตำแหน่งที่ทำอยู่ โมเลกุลมันเรียงเอง หรือเราต้องเรียงมันด้วยพลังงานที่ตัวเองไม่มี ทุกครั้งที่เปิดประชุมต้องทำเสียงให้คนเชื่อรึเปล่า ใส่ lift ในรองเท้าทุกวันรึเปล่า

ตอนเป็น CEO เรารู้สึกเราใส่ lift ตลอด และนั่นคือคำตอบเราชอบสร้างและชอบเป็นผู้นำแบบเป็นเพื่อนร่วมสร้างไปด้วยกัน แต่โลกการเงินมันมีบอร์ด มี regulator มี network ที่ไม่ค่อยเหมือนตอนเราทำพวก Tech Startup การไม่เป็นตัวเองเป็นส่วนที่เราว่าพลังเราหมด

Framework 2: Ambition Without Purpose ≠ Ambition
Anne Hathaway บอกประโยคนี้ในสัมภาษณ์ สั้นแต่พลิกความคิดทั้งดุ้น

“Ambition really only means dreams with great purpose.”

หลายคนกลัวคำว่าทะเยอทะยานหลังจากล้มเหลว เพราะคิดว่าตัวเองทะเยอทะยานเกินไป ทะเยอทะยานไม่ผิด ทะเยอทะยานไร้ purpose ต่างหากที่ทำลายคน

เราไม่ได้สละ CEO เพราะกลัวความทะเยอทะยาน เราสละเพราะมันเป็น ambition ที่เริ่มไม่ตรงกับ purpose ของเรา เมื่อ direction ของบอร์ดเปลี่ยนที่ไม่ตรง Purpose นั่นแหละที่ความทะเยอทยานเราหายไป และเราขอลงจากตำแหน่ง ในขณะที่ purpose ของ Andy ในภาคแรกไม่ใช่ Runway เธอเลยออกถูกแล้ว แต่ในภาคสองเธอกลับมาในตำแหน่งนักเขียนที่เป็นงานที่เธอชอบเลยทำให้เธอร่วมสู้กับ Miranda เพื่อนำ Runway กลับมา

Framework 3: Pilgrim’s Progress, Not Cinderella
ในสัมภาษณ์ Stanley Tucci (หรือ Nigel) กับ Meryl อธิบายความต่างของสองภาคไว้สวยมาก

“The first one was more of a Cinderella story, and this one is more like Pilgrim’s Progress with good clothes, young woman going through the stations of the cross, crisis of conscience, betrayal.”

ภาคแรก = Cinderella— rise to the ball คือการขึ้นสู่ตำแหน่งสูงและอยู่บนหอคอยของ มิรันด้า
ภาคสอง = Pilgrim’s Progress — stations of the cross หรือวิกฤตอัตลักษณ์

คนที่ร้องไห้ในโรงตอนดูภาคสอง ส่วนใหญ่ไม่ได้ร้องเพราะภาคแรก ร้องเพราะภาคสอง เพราะเราเลยคำว่า Cinderella มาแล้ว เราอยู่ใน Pilgrim’s Progress การสละ CEO ไม่ใช่ failure มันคือ station หนึ่งของการเดินทางตามความต้องการที่แท้จริงตัวเอง (ช่วงนี้น่าจะเห็นพี่ๆ ในวงการลาออกจากตำแหน่งสองสามคนแหละ เข้าใจมาก)

Pilgrim’s Progress คือการเดินทางผ่านวิกฤตอัตลักษณ์ ก่อนจะเจอทางของตัวเองจริงๆ ต้องผ่าน Wandering ก่อน จุดนี้แหละที่เราอยู่ตอนนี้

Framework 4: Build, Don’t Wait to Be Born
คำถามใหม่เปลี่ยนจาก “เราเกิดมาเพื่ออะไร” เป็น “เราพร้อม build ตัวเองเพื่อ Runway ของเราหรือยัง”

บางครั้งเวลาคนเราอยู่ในตำแหน่งขององค์กร เราอาจเลือกเป็นคนที่คิดว่าตำแหน่งนี้ต้องเป็นแบบนี้แต่มันอาจไม่ใช่ persona ที่เป็นตัวเรา ปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่ “เราไม่ใช่มิแรนด้า” ปัญหาคือ “เราพยายาม build ตัวเองเป็นมิแรนด้าที่คนอื่นอยากให้เป็น” 

Framework 5: Authenticity ≠ Stability
Anne Hathaway เล่าถึง Andy ในภาคสอง
“Andy has lived a life that has given her a lot of satisfaction. She did what she wanted to do. The thing that she doesn’t have is job security. The landscape is changing and things that used to feel so safe now feel so unstable.”

ในยี่สิบปีที่หนังเรื่องนี้หายไป Andy ลาออกและหาตัวเองเจอแล้ว เธอได้ทำสิ่งที่เธอรัก ใช้ชีวิตตามทางของตัวเอง พอใจ แต่ landscape ของสื่อก็ยังเปลี่ยน และเธอเสีย job security นี่คือ truth ที่ต่อจาก harsh truth แรก การหา Runway ของตัวเองเจอ ไม่ใช่ insurance policy  มันคือสิ่งที่ทำให้คุณ pivot ได้ เวลา landscape เปลี่ยน

คนที่อยู่ในงานของตัวเอง landscape เปลี่ยนแล้วยัง pivot ได้ เพราะตัวตนไม่ได้ผูกกับตำแหน่ง
คนที่ยืมงานคนอื่น landscape ขยับนิดเดียว = พังทั้งระบบ เพราะตัวตนผูกกับเก้าอี้

ตอนลงจากตำแหน่ง CEO แรกๆ เรารู้สึกว่าเราจะเสียตัวตนเราไหม แต่สุดท้าย เราก็เราและหาสิ่งที่เราชอบและสร้างต่อไปแต่ที่เราชัดที่สุดคือเราไม่ชอบงาน CEO ที่ต้องแลกชีวิตกับงาน และเราอยากทำที่ที่ purpose และ vision ไม่เปลี่ยน

มิแรนด้าไม่ได้สอนว่าบางคนเกิดมาเพื่องาน มิแรนด้าสอนว่าบางคนกล้าเลือก build ตัวเองอย่างเด็ดขาดพอ จนกลายเป็นเจ้าของ Runway ของตัวเอง

คำถามทิ้งไว้ สำหรับคนที่ยังอยู่ใน Station of Wandering ตอนนี้ Runway ของคุณที่คุณยอม sacrifice เหมือนมิแรนด้าคืออะไร

We don’t have to be born for it.
We just have to be decisive enough to build for it

More from the blog