“ถ้าเห็นใครสักคนที่ดิ้นรนอย่างจริงจัง และเข้าหาโอกาสด้วยความกล้า คนนั้นแหละคือ “แผนธุรกิจ” ที่เขาจะลงทุนด้วย” นี่คือคำพูดของ Jesse Itzler ที่สอน James Dumoulin เจ้าของ School of hard knocks ว่าทำไมเขาเห็นความเป็นนักธุรกิจในเจมส์แล้วกล้าเซ็นเช็คให้สิบล้านดอลตรงนั้นเลย และนี่คือเรื่องของการหาเงินจากการทำหนังสือเล่มแรกของเรา
.
วันก่อนมีน้องให้ช่วยเล่าว่าตอนเริ่มทำธุรกิจตัวเองอย่าง HOM เป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งตอนทำ HOM นั่นคือปี 2016 แต่ถ้าจะพูดถึงธุรกิจแรกที่หาเงินเองได้และทำให้ได้รับโอกาสเข้ามาในชีวิตจนได้ไปทำงานหน้าห้องรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานตั้งแต่ตอนที่ยังมีงานประจำปี 2011 คือการเขียนหนังสือ “เรื่องเล่าสาวแท่น”
.
หนังสือเล่มแรกของเราชื่อ เรื่องเล่าสาวแท่น เกิดจากช่วงนั้นทำงานอยู่ที่ประเทศบราซิล เป็นบริษัท Service ทางด้านน้ำมัน เนื่องจากเราแต่งงานเลยต้องลาออกจากบริษัท Schlumberger แล้วย้ายไปอยู่ที่ประเทศบราซิลแทน (บริษัทของคนออสเตรเลียชื่อ Joss de brasil) พอไม่ต้องไปแท่นเลยอยากเขียนเล่าเรื่องราวตัวเองตอนที่ทำงานบนแท่นขุดเจาะเลยเริ่มด้วยการไปเขียนใน Pantip ห้องสินธร เพื่อให้คนเห็นว่าผู้หญิงทำงานบนแท่นขุดเจาะมันไม่ได้ลำบากนะ มันสบายและสนุกด้วยซ้ำ
.
สมัยนั้นถ้าใครเขียนอะไรใน Pantip แล้วคนดูเยอะ มันจะขึ้นกระทู้แนะนำ (อารมณ์ว่าเข้าเว็บมาเราจะอยู่ด้านบนตลอด คนก็จะยิ่งเข้ามาดู) จำได้ว่าเขียนแยกเป็นสองเรื่องสองห้อง เรื่องหนึ่งเป็นชีวิตจริงบนแท่นขุดเจาะ อีกเรื่องเป็นเรื่องราวการมาเจอพ่อของลูกที่เป็นคนไทยในบราซิลได้อย่างไรในห้องสยาม เลยได้ติดกระทู้แนะนำเป็นเดือนทั้งสองเรื่องเลย จนมาเจอคนยุให้เขียนเป็นหนังสือนี่แหละ
.
ตอนนั้นพยายามติดต่อสำนักพิมพ์อยู่นะแต่ไม่มีคนสนใจ เลยศึกษาเองว่าถ้าจะออกหนังสือสักเล่ม ตั้งสำนักพิมพ์เองได้ไหม เลยได้พบว่าจริงๆ แล้วถ้าออกไม่เกินปีละสามเล่ม ไม่ต้องทำไรมากเลย ก็คือง่ายๆ ทำไปเลย
ข้อมูลที่หามาคือการทำหนังสือ 1 เล่มต้องพิมพ์อย่างต่ำ 3000 เล่ม เพราะเวลาพิมพ์ต้นทุนต่อเล่มมันจะถูก สำหรับเราสี่สี่ทั้งเล่มสามร้อยหน้าประมาณ 50 บาทต่อเล่ม จำนวนหนังสือถ้าเกิน 2000 เล่มจะดีตรงสายส่งเขาจะได้กระจายไปร้านหนังสือทั่วประเทศอีก แล้วเขาจะวางให้หนึ่งปี ถ้าขายไม่ดีร้านหนังสือจะบอกให้สายส่งไปเก็บกลับมาคืนเรา
สายส่งจะหักจากราคาปก 25% ร้านหนังสือหักอีก 25% แปลว่าเล่มละ 220 ถ้าเราขายร้านหนังสือเราจะได้ 110 บาท ตอนนั้นขายเอง 1000 เล่ม จำได้ว่าคิดค่าฟรีแลนซ์ที่จ้างรวมๆ แล้วต้นทุนเล่มนึง 70 บาท ก็คือลงทุนไปทั้งหมด 210,000 บาท ขายเอง 1,000 เล่มก็ได้ทุนคืนแล้วนะ ผู้โชคดีก็คือพวกเธอที่เป็นเพื่อนฉันในเฟสบุคตอนนี้ไง ถามว่าพวกเธออ่านจบกี่คน 15 ปีแล้วนะ ![]()
.
หนังสือเล่มนี้ตั้งใจให้เป็นไดอารี่สวยๆ ของตัวเองเล่มหนึ่ง เลยรวมสองเรื่องเข้าด้วยกันทั้งชีวิตทำงานและชีวิตส่วนตัว สมัยนั้นสมุดที่เขาเรียก scrapbook ดังมากคือการแต่งให้แต่ละหน้ามันไม่เหมือนกัน เลยเป็น concept ของหนังสือเรา สี่สี ทุกหน้าไม่เหมือนกัน เพื่อให้ตัวเองอยากเก็บมันไว้ตลอดไป
หนังสือเล่มนี้เลยเกิดจากการมีเป้าหมาย แล้วก็ค่อยๆ หาคนช่วย เริ่มจาก dot แรก…
dot 1 เริ่มจากทัก คุณ Tukta (แฟนคุณบอยตรัย) ซึ่งตอนนั้นเขาทำ Polka dot กุ๊กกิ๊กไกด์สไตส์หนังสือที่เราชอบเลย เลยทักไปดื้อๆ ว่าพอมีคนแนะนำที่ทำหนังสือสวยๆ ไหมคะ คุณตุ๊กตาใจดีมากแนะนำน้องกีวีให้ ที่สมัยนั้นทำฟรีแลนซ์อยู่ ปัจจุบันน้องทำกระเป๋าแบรนด์ Tathata ส่วนทุกวันนี้เราก็ยังคุยกับคุณตุ๊กตาอยู่เลย เราชอบผู้ให้แบบนี้มาก คุณตุ๊กตาเขาไม่ได้อะไรจากการแนะนำเลยนะ แต่เขาได้ใจเราไปเต็มๆ
dot 2 พี่อุ้ม สิริยากร สมัยก่อนพี่อุ้มทำหนังสือเช่นกัน แล้วเราไม่ได้มีเงินไปเปิดบู้ทวางหนังสือในสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ เชื่อไหมเราแค่ทัก inbox ไปฝากวางได้ไหมคะ 20 เล่มลองดู พี่อุ้มให้วางก็ใจดีแล้ว แต่พี่อุ้มช่วยขายหมดเลยอ่ะ น่ารักมากไม่เอาเงินค่าคอมอะไรเลย
dot 3 แก้ว เด็กปตท. สผ. ตอนนั้นรู้จักผ่านเพื่อนของเพื่อน มันมีบทนึงที่เราตั้งใจเล่าเรื่องราวการทำงานบนแท่นว่ามีอะไรบ้าง ซึ่งมันน่าจะเป็นบทที่วิชาการมาก แก้วขอมาวาดรูปให้เราฟรีๆ แล้วรูปน่ารักๆ มาก ต้องคนในวงการนี่แหละถึงถ่ายทอดได้น่ารักขนาด
dot 4 เพจ Lingjaidee เป็นครูสอนวาดสีน้ำ เรา เราอยากได้การคั่นเรื่องราวที่มีภาพสีน้ำเขา เพราะเราชอบส่วนตัว ก็ยัดเข้าไปงั้นแหละ เพราะมัน concept scrapbook
dot 5 มีพาทที่เป็นการ์ตูนเรื่องราวคุณพ่อของริอา ก็ไปจ้างน้องฟรีแลนซ์วาดการ์ตูนช่องมา อาจตีความได้ไม่สุดแต่ถือว่าถ่ายทอดได้ตามที่ตั้งใจ 90% เลย แล้วมาเทียบราคาการ์ตูนช่องตอนนี้โหดมาก (เพราะพึ่งจ้างทำของ Liberator เทียบงานของน้อง น้องราคาดี ไม่แพงและเร็วมาก)
dot 6 มีจ้างฟรีแลนซ์ที่เขาเป็นคล้ายบอกอที่ช่วยรีวิวการเขียนเราว่าถูกหลักการจัดหน้าการใช้คำ สอนเราเรื่องสายส่ง ร้านหนังสือ สำนักพิมพ์ด้วย
dot 7 เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ในวงการ ที่ให้เราได้สัมภาษณ์ ท้ายเล่ม จะได้มีหลายๆ มุมมอง แถมช่วยแชร์ช่วยขายอีก
ทั้ง 7 dots นี้เกิดจากประโยคเดียว “ด้านได้อายอด ความจนมันน่ากลัว” ก็ทัก inbox ไปดื้อๆ นี่แหละ hunger ในตัวเราตอนนั้น
ถามว่าสุดท้ายการเขียนหนังสือช่วยทำให้รวยไหม คนอื่นอาจใช่นะ แต่สำหรับเรามันมากกว่านั้น เพราะ …
เล่มนี้ทำให้ได้ถูกยืมตัวตอนย้ายกลับมาทำงานปตท.สผ. พ่อเราเอาไปเป็นของขวัญเพื่อนวิศวจุฬา ท่านรมว พน พงษ์ศักดิ์ ตอนท่านขึ้นเป็นรัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน ท่านเลยชวนไปทำงานด้วย เลยได้พบเพื่อนดีๆ ต่างแผนกจากสผ. ที่ถูกยืมตัวมาด้วยกัน พี่เบิ้ม ฝน และหวิน ทุกวันนี้ยังเม้ามอยกันอยู่เลย ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆ
หนังสือเล่มนี้ทำให้น้องๆ หลายคนมาทำงานด้านพลังงาน ตอนทำงานปตท.สผ. มีแต่น้องๆ เข้ามาทักว่าอ่านหนังสือพี่เลยมาทำงานด้านนี้ หรือว่าไปแท่น เจอคนบริษัทอื่นก็บอกว่ามาทำโลกนี้เพราะพี่ (แม้ตอนนี้จะไม่สนุกแบบยุคนั้นก็ตาม เพราะมีช่วงน้ำมันลงและไม่ได้เดินทางบ่อยๆ แบบเดิม)
ล่าสุดไปเรียน Rinen ยังมีคนทักว่าอ่านหนังสือเราอยู่เลย หรือจัด bookclub ที่ HOM ก็มีแฟนคลับหนังสือมาเจอ
ไม่มีเงิน มีแค่ความกล้าทัก inbox คนที่ไม่รู้จัก นั่นแหละคือทุนของเรา ลองมาเริ่มอะไรไปด้วยกันนะ







