เห็นสเปอร์สประกาศหานักจิตวิทยา หลังจาก De Zerbi ยอมรับต่อสื่อว่าทีมมีปัญหาด้านจิตใจและขาดความมั่นใจ คำถามคือทำไมถึงพึ่งมีนักจิตวิทยา?
.
ยิ่งการให้สัมภาษณ์ของแซบี้ล่าสุด และปฏิกิริยาของนักเตะหลังโดนตีเสมอท้ายเกมส์ว่า “ผมไม่มีเวลาสำหรับคนที่คิดลบ นักเตะที่เศร้า หรือสตาฟที่เศร้า” เราก็คิดนะว่าสภาพนักเตะตอนนี้ไม่น่าง่ายที่รอดตกชั้น แต่ที่ถามว่าทำไมพึ่งคิดมีเพราะเคยเห็นสัมภาษณ์ยอริสหลังทีมแพ้รอบชิงแชมเปี้ยนลีกสภาพนักเตะจิตใจย่ำแย่จนเป็นที่มาของทีมฟอร์มตกจนพอชโดนเด้ง
.
จริงๆ แล้วไม่ว่าสโมสรไหน มักมีการจ้างนักจิตวิทยาการกีฬานะ แต่รูปแบบการใช้งานนั้นจะขึ้นอยู่กับระดับของทีม ชุดเยาวชนหรือชุดใหญ่ สำหรับเราที่เห็นผลชัดๆ ประโยชน์ของการมีนักจิตวิทยาคือ ทีมชาติอังกฤษยุค Southgate
.
พอดีเมื่อปีที่แล้วได้ไปดูละครเวทีที่ลอนดอนชื่อ Dear England เล่าเรื่องราวเบื้องหลังการทำงานของ Southgate กับนักจิตวิทยาที่ชื่อ Dr. Pippa Grange ตอนคุมทีมชาติอังกฤษ โดยเน้นเรื่องการสร้างทีมใหม่ การรับมือกับความกดดัน และการเปลี่ยนผ่านวัฒนธรรมทีมฟุตบอลจากความล้มเหลวสู่การฟื้นฟูศรัทธาแฟนบอล
.
ถ้าใครจำได้ยุคนั้นอังกฤษมีการเตะจุดโทษเป็นฝันร้าย และเรื่องตลกคือกลับได้ผู้จัดการทีมใหม่คือ Southgate ที่เขาเองก็มีฝันร้ายจากบอลยูโรปี 96 จากการเตะลูกโทษพลาดจนทำให้อังกฤษตกรอบชิงเช่นกัน
ส่วน Dr. Pippa Grange นั้นได้เข้ามาดำรงตำแหน่ง Head of People and Team Development เธอคือนักจิตวิทยาประยุกต์ระดับปริญญาเอก, อดีตนักบาสเกตบอลทีมชาติอังกฤษ และอดีต Culture Chief ของ AFL Players Association
แกนคิดหลักของเธอคือ “Winning Deep” กับ “Winning Shallow”
Winning Shallow คือการเอาชนะเพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองเก่งพอและไม่ให้ตัวเองด้อยค่าแต่มันไม่ได้ผูกกับคุณค่าแท้จริงของตัวเอง ส่วน Winning Deep คือการชนะเพราะรักและมีความปรารถนาอย่างแท้จริง สิ่งนี้ต่างหากที่ยั่งยืน
ในทีมชาติอังกฤษนั้นเธอได้นัดพูดคุยกับนักเตะทุกคนเพื่อให้เล่าเรื่องชีวิตและความเปราะบางส่วนตัว เพราะเธอเชื่อว่าความไว้วางใจนอกสนามจะส่งต่อมาในสนาม
Dele Alli ยังเคยกล่าวถึงเธอว่า “เธอเป็นคนที่น่าทึ่งมาก ทุกคนฟังเมื่อเธอพูด”
.
ผลลัพธ์ที่ได้คือปี 2018 อังกฤษชนะโคลอมเบีย 4–3 ในรอบ 16 ทีมบอลโลกชัยชนะในการยิงลูกโทษครั้งแรกในประวัติศาสตร์บอลโลก
สถิติรวมยุค Southgate จาก 1 ชนะใน 6 ครั้ง (17%) เป็น 3 ชนะใน 4 ครั้ง (75%)
.
ในขณะที่สเปอร์สนั้น แนวทางสำหรับทีมชุดใหญ่ของสเปอร์สค่อนข้างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเมื่อเทียบกับทีมชั้นนำอื่นๆ ในพรีเมียร์ลีก การจ้างนักจิตวิทยาจะมีเพื่อ
ทีมเยาวชนและทีมแพทย์ มีการจ้างนักจิตวิทยาการกีฬาแบบเต็มเวลาอยู่แล้ว เพื่อช่วยให้นักเตะเยาวชนรับมือกับความกดดันเมื่อต้องก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ หรือความเสียใจเมื่อถูกปล่อยตัวออกจากทีม
นักจิตวิทยาจะทำงานร่วมกับทีมแพทย์ เมื่อนักเตะบาดเจ็บหนักและต้องพักยาว การก้าวข้ามบาดแผลทางจิตใจและความกลัวที่จะเจ็บซ้ำนั้น ยากพอๆ กับการฟื้นฟูร่างกาย
แต่สำหรับทีมชุดใหญ่นั้น “ผู้จัดการทีมคือนักจิตวิทยา”
สิ่งที่น่าสนใจคือ ผู้จัดการทีมสเปอร์สในยุคใหม่ที่ประสบความสำเร็จหลายคน มักจะหลีกเลี่ยงการใช้นักจิตวิทยาการกีฬาแบบดั้งเดิมในห้องแต่งตัวทีมชุดใหญ่ แต่เลือกที่จะทำหน้าที่นั้นด้วยตัวเอง
.
ยุคน้าแอ้ง > เคยให้สัมภาษณ์ชัดเจนว่าเขาไม่ได้จ้างนักจิตวิทยาการกีฬาเข้ามาดูแลนักเตะ เขาเชื่อว่าการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ปลอดภัย คอยสนับสนุนกัน และสร้างสภาพแวดล้อมที่ไว้ใจได้ นั่นแหละคือการทำงานด้านจิตวิทยาแล้ว และความรับผิดชอบนี้ตกเป็นของเขาและทีมงานโค้ชโดยตรง
.
ยุคพอช คล้ายกับน้าแอ้งไม่ใช้นักจิตวิทยาจากภายนอก เขาและผู้ช่วยอย่างเปเรซ ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางจิตวิทยาเสียเอง พอชให้ความสำคัญกับความฉลาดทางอารมณ์ การอ่านภาษากาย และถึงขั้นมีวิธีส่วนตัวแปลกๆ เช่น การวางชามใส่มะนาวสดไว้ในห้องทำงาน เพราะเขาเชื่อว่ามันช่วยดูดซับพลังงานลบได้
.
ยุคน้ามู โด่งดังเรื่องสงครามจิตวิทยาแบบดุดัน สไตล์ “พวกเราสู้กับคนทั้งโลก” เขาพึ่งพาวิธีการจัดการคนในแบบของตัวเองเพื่อสร้างความแข็งแกร่งทางจิตใจมากกว่าจะยกหน้าที่นี้ให้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง
.
️สำหรับนักเตะเองอย่าง Richarlison เปิดเผยหลังจากร้องไห้ตอนถูกเปลี่ยนตัวในนัดทีมชาติบราซิลว่าจะ “กลับอังกฤษไปขอความช่วยเหลือจากนักจิตวิทยา” ต่อมาเขาทำประตูได้ 9 ลูกใน 10 นัดระหว่างธันวาคม 2023 ถึงกุมภาพันธ์ 2024 และเล่าว่าการบำบัดช่วยชีวิตผม นักเตะทุกคนควรมีความช่วยเหลือนี้ ชัดเลยว่าการขอความช่วยเหลือเป็นความริเริ่มส่วนตัวของนักเตะ ไม่ใช่บริการที่สโมสรจัดไว้ให้
.
เหมือนที่ คอนเต้ เคยพูดไว้หลังเสมอ 3–3 กับ Southampton ว่า “ผมเห็นนักเตะที่เห็นแก่ตัว นักเตะที่ไม่อยากช่วยเหลือกัน ผมอยากเห็นไฟในแววตา ไฟในหัวใจ พวกเขาไม่เล่นเพื่ออะไรที่สำคัญ พวกเขาไม่อยากเล่นภายใต้แรงกดดัน เปลี่ยนผู้จัดการทีมกี่คนก็ตาม สถานการณ์จะไม่เปลี่ยน เชื่อผมเถอะ” และเขาถูกปลดเก้าวันต่อมา ![]()
.
ตอนนี้เราไม่รู้หรอกว่าปัญหาที่เริ่มจากบอร์ด โยนแพะให้โค้ช จนปัญหาลามไปถึงนักเตะ mindset ไม่ได้แล้ว พลังจากข้างในไม่มีแล้วไหม แต่สิ่งที่อยากบอกเสมอก็คือ… มิกกี้ แกจะย้ายไปทีมไหนก็ได้ที่ไม่ใช่ แมนยู หรือ ลิเวอร์พูล !!
ปล เสาร์นี้จะไปแก้บนที่เกียวโตเรื่องแชมป์ยูฟ่านะ ![]()







