·

เหตุผลที่ทำไมเราถึงเลิกคิดกลับไปทำงานประจำสักที

เคยพาริอาไปเล่นสกีญี่ปุ่น ทริปแพงมากแต่สิ่งที่ได้ทำคือนั่งประชุมในเคบินตลอดวัน จนริอาต้องเดินมาขอว่า พักไปออนเซ็นกับริอาหน่อย เหตุการณ์วันนั้นยังวนเวียนในหัวว่าไม่มีงานประจำงานไหนที่คุ้มค่ากับการพลาดช่วงเวลาแบบนี้อีก และนั่นคือเหตุผลที่ทำไมเราถึงเลิกคิดกลับไปทำงานประจำสักที

เคยพาริอาไปเล่นสกีญี่ปุ่น ทริปแพงมากแต่สิ่งที่ได้ทำคือนั่งประชุมในเคบินตลอดวัน จนริอาต้องเดินมาขอว่า พักไปออนเซ็นกับริอาหน่อย เหตุการณ์วันนั้นยังวนเวียนในหัวว่าไม่มีงานประจำงานไหนที่คุ้มค่ากับการพลาดช่วงเวลาแบบนี้อีก และนั่นคือเหตุผลที่ทำไมเราถึงเลิกคิดกลับไปทำงานประจำสักที

หยุดยาวนี้มานั่งจัดระบบความคิดและชีวิตตัวเองใหม่ หลังเจอประโยคจากเพื่อนซีอีโอที่ทักว่า ยูจะไม่กลับมาทำงานในโลกการเงินแล้วจริงๆ หรอ (ถามรอบสองแล้ว) เอาจริงตอนแรกมันก็มีความลังเลนะ เพราะใจชอบทำงานที่ท้าทายอยู่แล้วยิ่งถ้าคิดว่าประสบการณ์เราไปช่วยอะไรเขาได้ แต่หยุดยาวนี้ได้คำตอบแล้วว่าจะไม่กลับไปทำงานตอกบัตรอีก แม้งานที่ปรึกษาจะยังคงไว้ แต่งานตอกบัตร งานแบกองค์กรนอนไม่หลับไม่เอาแลัว ไม่อยากใช้ชีวิตกับการที่เจอเจ้าของเปลี่ยนไปมาหาความแน่นอนไม่ได้ เอาเวลามาทำของตัวเองดีกว่า และยิ่งไปเจอพี่แดงล่าสุดแล้วพี่แดงบอกเราว่า

“แม้ offer จะดูน่าสนใจมาก ถ้าเด็กกว่านี้พี่อาจจะเหนื่อยต่อ แต่อายุเท่านี้แล้ว พี่ไปใช้ชีวิตดีกว่า เป็น One Person Business สนุกกว่าเยอะ ได้รับโอกาสมากมาย Live เสร็จทุกเช้าก็กลับไปนอนต่อได้ มีเวลาไปซ้อมกอล์ฟ ตีกอล์ฟด้วย มีแต่เพื่อนๆ อิจฉา”

คนอย่างน้าแดงที่เป็นมนุษย์เป็ดต้นแบบสำหรับวัยใกล้จะ 50 แล้วกลับมาสอนเรา ทั้งๆ ที่ตอนแรกเราเป็นคนแนะนำแกให้ไปรู้จักทอยกับโลก One Person Business สุดท้ายทำไมเรากลับมาลังเลเองนะ

เลยมาตั้งคำถามกับตัวเองทำไมเราถึงลังเล ทั้งที่ ธุรกิจส่วนตัวก็มีเหลือแค่ต่อยอด เงินทุนก็มี รายรับเข้าก็ยังมี จนได้พบคำตอบจากหนังสือสองเล่มที่ช่วยปลดล็อกเลยคือ The Mountain is You และ Art of War

คิดว่าการที่ยังพยายามคิดกลับไปอยากได้งานตอกบัตรทั้งที่ตัวเองก็ยังเสี่ยงได้เพราะยังมีธุรกิจ มีเงินสำรอง มีรายได้เข้า เขาเรียกว่าอาการ “Adjustment Shock”

สมองของเรากำลังพยายามปกป้องเราจากสิ่งที่ไม่คุ้นเคยหรือความอิสระ มันเลยพยายามดึงเรากลับไปอยู่ใน Safe Zone เดิมๆ ที่เคยชิน สมองของเราจะไม่มีทางรู้สึกสบายใจในช่วงแรกแน่ๆ สิ่งที่ต้องทำคือ “ลงมือทำทั้งที่ยังกลัว” เพื่อสร้างโมเมนตัม แล้วสักพักสมองจะปรับตัวจนความอิสระกลายเป็นความเคยชินใหม่ไปเอง

ไม่จำเป็นต้องกระโดดก้าวใหญ่ให้น่าหวาดเสียวทุกวัน แต่ให้เน้นการตัดสินใจเล็กๆ หรือสร้างนิสัยใหม่ๆ ในทุกเช้า การขยับทีละนิดแต่สม่ำเสมอจะสร้างพลังทวีจนความมั่นใจมาแทนที่ความกลัวในที่สุด 💙

นั่นคือเหตุผลที่ต้องวางแผนการทำงานและการเรียนรู้ใหม่ เพราะรอบที่แล้วรับงานที่ปรึกษา กับงานช่วยชาวบ้านเยอะไปหน่อย งานตัวเองเดินช้าจนเรากลัวไปหมด พอเริ่มตัดความลังเลและชัดเจนกับตัวเองได้ เลยคิดว่าเราต้องเลิกคิดแบบมือสมัครเล่นแล้วทำตัวแบบมืออาชีพ ตามที่หนังสือบอกสักที ในหนังสือเล่าว่าความต่างระหว่าง “มือสมัครเล่น” กับ “มืออาชีพ คือมือสมัครเล่นจะเล่นแค่พาร์ทไทม์เมื่อมีอารมณ์ค่อยทำ มัวแต่กลัวความล้มเหลวจนก้าวขาไม่ออก และมัวแต่มองหาความปลอดภัย แต่มืออาชีพจะทุ่มเทเต็มตัว เล่นเพื่อชนะเท่านั้น และปรากฏตัวออกมาเผชิญหน้ากับงานในทุกๆ วัน ไม่ว่าวันนั้นจะรู้สึกอย่างไรก็ตาม

ถ้าเราจะมุ่งมั่นทำธุรกิจตัวเองเพิ่มต้องเลิกหาความมั่นคงจากงานประจำแล้วสร้างอาณาเขตของตัวเอง เลิกมองหาการยอมรับหรือความมั่นคงจากโครงสร้างองค์กร ต้องเริ่มปฏิบัติกับธุรกิจที่จะทำในฐานะของอาณาเขตตัวเอง โดยหนังสือย้ำว่าอาณาเขตนี้มีความยุติธรรมเสมอ เพราะเราลงแรงไปเท่าไหร่ มันให้ผลตอบแทนกลับมาเท่านั้นแบบบาทต่อบาท และมันจะเลี้ยงดูและประคับประคองด้วยความพยายามของตัวเราเอง ไม่ใช่ด้วยการอนุมัติของคนอื่น

นั่นแหละที่ต่อให้การทำงานที่บ้าน คนอาจมองว่า บ้านจะกลายเป็นที่ทำงานและไม่มีเวลาพักไหม แต่จากการลองทำมาสักพัก สุดท้ายมันคือวินัยเรามากกว่า เราต้องรู้ว่า วันนี้เราจะทำงานอะไร จะเรียนอะไร จะหยุดพักไปออกกำลังกาย พาหมาไปเดิน หรือทำขนมทำกับข้าวกินเองเมื่อไร แต่อย่างไรสำหรับเรามันดีกว่าการทำงานองค์กรแน่ๆ ที่ไม่ว่าจะหลับ จะตื่น จะเที่ยวหรือจะนั่งทำงานเองที่บ้านใจมันก็ต้องคิดแต่เรื่องงาน ประสบการณ์เราที่เพื่อนๆ จำได้ดีตลอด ทุกครั้งที่ไปเที่ยวงานจะเข้า เคยพาริอาไปเล่นสกีที่ญี่ปุ่น ทริปนั้นแพงมาก แต่สิ่งที่เราเจอคือ แอปล่ม นั่งอยู่ในเคบินประชุมตลอดเวลาที่ริอาเล่นสกี กลับมาโรงแรมก็ต้องตอบเมสเสจทั้งคืน โชคดีที่ทริปนั้นไปกับพี่ชายเลยฝากพี่ชายช่วยดู แน่นอนบางคนอาจบอกว่าการทำงานของตัวเองที่บ้านก็ทำงานตลอดเวลาไหม เราคิดว่ามันก็เลยต้องวางแผนให้มันเป็นธุรกิจที่ไม่กัดกินชีวิตเราเช่นกัน ไม่ได้รับทุกงาน และต้องเป็นงานที่เรามีความสนุกที่จะทำ พัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นจนรู้สึกว่างานนี้มันไม่ใช่งาน แต่มันคือการพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นในทุกวัน

หนังสือยังย้ำอีกว่า วินาทีที่เราตัดสินใจเอาจริงและมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ โลกและพลังที่มองไม่เห็นจะเริ่มเคลื่อนไหวเพื่อช่วยเหลือเรา เมื่อเรายอมนั่งลงทำงานหนักเพื่อธุรกิจของเราในทุกๆ วัน เราจะกลายเป็นเหมือน “แม่เหล็ก” ที่คอยดึงดูดทั้งไอเดียใหม่ๆ โอกาสที่คาดไม่ถึง และความเข้าใจที่เฉียบคม ให้หลั่งไหลเข้ามาหาตัวคุณเองอย่างน่าอัศจรรย์

แล้วยิ่งการออกไปพบปะเพื่อนๆ วีคเอนนี้โดยเฉพาะทอย เห็นการหมกมุ่นของทอยกับเรื่อง AI แล้วสร้าง application ใหม่ๆ จะเริ่มไป global แล้ว ทำให้ได้ตอกย้ำกับตัวเองว่า การที่เราชัดเจนในเป้าหมายและหมกมุ่นมันมากๆ มันจะพาเราไปเจอโอกาสใหม่ๆ เพิ่มอีกที่ต้องต่อยอดกับสิ่งที่อยากทำด้วยนะ ถ้าไม่ใช่ก็ say no ไปเลย (คนอะไรมาเปิดรายรับให้ดูอีก ใจดีจัง 555+)

หยุดยาวนี้เลยได้วางแผนเพิ่มทักษะและเป้าหมายของตัวเองให้ชัดไปอีกคือ

  1. ลงเรียน AI กับทอย เป็นคอร์สสอน AI ราคา 1500 บาทที่โคตรคุ้ม แน่นอนว่าโลกของการทำธุรกิจตัวคนเดียว AI มาช่วยหลายเรื่องมาก แต่มันอัพเดทกันไวตามไม่ทัน ทอยมันสอน 1500 บาทแต่มีอัพเดทฟรีอยู่เรื่อยๆ อย่างเมื่อวานวันจันทร์ 9 โมงเช้า มาสอนคอนเซป NotebookLLM ที่ช่วยการเรียนรู้และสอนใช้ BrowserOS ที่ทำงานแทนเราได้หลายเรื่องเลย นี่ยังไม่รวมเรื่องอื่นๆ ที่สอนมาก่อนหน้านี้ ถ้าไม่เกาะทอยไว้ ตาม AI ไม่ทันจริงๆ
  2. ลงเรียนคอร์สเขียนกับ Dan Koe 14 วัน ชอบ Dan Koe มานาน แต่ไม่ได้ปฏิบัติตามแบบจริงจัง ครั้งนี้เลยลงเรียนแบบที่ต้องเรียนทุกวัน แล้วทำไปด้วย ซึ่งหนักจริง ต้องคิด ต้องเขียน ต้องหาไอเดียเพิ่มตลอด ตอนนี้เลยเข้าไปอ่านใน Substack บ่อยกว่า Facebook แหละ
  3. ลงเรียน Justin Welsh – The Creator MBA แก่นในการทำธุรกิจของเขาคือการทำงานให้น้อยลงแต่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เขาไม่ได้สอนให้คนทำงานหนักขึ้นเพื่อสเกลบริษัทให้ใหญ่ที่สุด แต่เขาสอนให้สร้างระบบที่ทำให้คุณมีเวลาว่างไปทำในสิ่งที่มีความหมายจริงๆ ซึ่งตรงกับสิ่งที่เราสนใจตอนนี้คือปรัชญาการทำงานแบบ The Reset Mindset ที่ไม่ยึดติดกับตัวเลขหรือสถานะ
  4. รับงานที่ปรึกษาเหลือที่เดียวคือ Scent & Sense เพราะตั้งใจว่าจะทำงานที่ปรึกษากับธุรกิจที่ล้อไปกับสิ่งที่เราอยากทำเพิ่ม โดยเป้าหมายที่ตกลงกันไว้คือจะ partner กันวันนึง ดังนั้นจะได้ไม่เสียเวลากันทั้งสองฝ่าย

“Being different means having a different perspective on what people already care about. Not writing about things nobody cares about”

ประโยคนี้ทำให้ตอนนี้ตาม Substack คนเก่งๆ หลังจากเรียน Dan Koe ไป 6 วันร้องขอชีวิตมาก ระบบความคิดก่อนจะเขียนนางโหดจริง

จากนี้คงได้เห็นว่าเราคงพยายามเขียนถี่ขึ้นเพื่อทบทวนสิ่งที่เรียน และมาแชร์มุมมองตัวเองว่าได้เติบโตขึ้นบ้างไหม ใกล้เป้าหมายตัวเองขนาดไหนแล้ว หวังว่าจะเป็นประโยชน์เผื่อใครอยู่ในช่วงชีวิตเดียวกัน

เพราะทอยพึ่งสอนเราว่า ตัวเราคือ “คนเดียว” ในโลกนี้ที่ทำให้ชีวิตเรามีความสุข สุขภาพแข็งแรง และมีความมั่งคั่งอย่างแท้จริง (เครดิต to Naval Ravikant) ก็ขอบคุณทอยอีกครั้งที่โลกหมุนมาให้เราได้รู้จักกัน

ปล ถามว่าบทความนี้เรียน Dan Koe แล้วหรอ ใช่! แต่ว่า มันให้แก้อีกล้านรอบ ไม่ไหว ขี้เกียจแหละ อยากเป็นตัวเองก่อน 🤣

More from the blog