·

เราไม่ได้มีปัญหาเรื่องแพชชั่นแต่เรามีปัญหาเรื่องกลยุทธ์

คนส่วนใหญ่เขาใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อตามหาว่าตัวเองหลงใหลในอะไร เขาออกตามหาตัวตน ทำแบบทดสอบนู่นนี่ เฝ้าถามตัวเองว่าเป้าหมายในชีวิตคืออะไร แต่เราไม่ได้มีปัญหานั้นเพราะเราดันสนใจไปทุกเรื่อง นั่นคือเหตุผลที่บอกว่าทำไมลาออกจาก CEO แล้วสิ่งที่อยากทำไม่เสร็จสักที

คนส่วนใหญ่เขาใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อตามหาว่าตัวเองหลงใหลในอะไร เขาออกตามหาตัวตน ทำแบบทดสอบนู่นนี่ เฝ้าถามตัวเองว่าเป้าหมายในชีวิตคืออะไร

แต่เราไม่ได้มีปัญหานั้นเพราะเราดันสนใจไปทุกเรื่อง นั่นคือเหตุผลที่บอกว่าทำไมลาออกจาก CEO แล้วสิ่งที่อยากทำไม่เสร็จสักที

อยากเรียนทำขนมไปทุกคลาส อยากเรียน AI ไปทุกตัว หนังสือก็อยากอ่านซื้อมาดองเต็มไปหมด ลงคอร์สถ่ายภาพ คอร์สการตลาด จิตวิทยาก็อยากเรียน แล้วสิ่งที่ตั้งใจจะทำมาจะปีแล้วก็ยังไม่เสร็จสักที นั่นแหละคือปัญหาเรา บางคนอาจคิดว่าเราเก่งจังรู้ไปทุกเรื่อง แต่เราว่าเราสะเปะสะปะมากกว่า จนคิดว่านั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เราเริ่มไปหางานประจำอีก เพราะคิดว่าจะทำให้เราดูมีโฟกัส 55+

แต่หลังจากที่ตกผลึกได้ และคิดว่ามันน่าจะช่วยหลายๆ คนที่เจอเหมือนเราคือ จริงๆ เราไม่ได้มีปัญหาที่การโฟกัส แต่เรามีปัญหาเรื่องไม่มีกลยุทธ์มากกว่า

โดยเฉพาะคนแบบเราที่โตมาแบบเป็นคนที่เป็นคิดแบบ Specialist (เรียนวิศวะทำงานงกๆ)

ถึงหลังจากเป็นวิศวกรเราจะไปทำงานหลายสาขา แต่ช่วงที่ทำงานประจำเราว่าสมองเราก็ยังถูกสอนมาว่าต้องเชี่ยวชาญเป็นเรื่องๆ ไป พอเริ่มพักไม่ทำงานประจำจะทำ product ของตัวเองเพิ่มกลายเป็นคนที่มีความสนใจมั่วไปหมดโดยเฉพาะปัจจุบันที่มีคอร์สเรียนดอง หนังสือดอง ความสนใจหลากหลาย จนกลับรู้สึกผิด ปัญหาไม่ใช่ว่าเรามีความสนใจมากเกินไป แต่ปัญหาคือ เราพยายามจะทำทุกอย่างให้มันกลายเป็นอาชีพ ต้องสร้างเงินได้ ทุกทักษะต้องกลายเป็นตัวตนของเราและเมื่อเราไม่สามารถทุ่มเท 100% ให้กับสิ่งเดียวได้ เราก็รู้สึกว่าตัวเองล้มเหลว

พอได้มาใช้กลยุทธ์ 3 ถังจากช่อง Knowspire แล้วชอบเลยรู้สึกเข้าใจตัวเองขึ้น รู้สึกว่าตัวเองมีโฟกัส หรือจะเรียกว่ามีกลยุทธ์สักทีก็ได้นะ เผื่อเป็นประโยชน์กับคนที่อยากเริ่มทำอะไรของตัวเองแล้วมีความสนใจที่ล้นแบบเรา

1️⃣ ขั้นตอนที่ 1 เลิกพยายามเลือกแค่อย่างเดียว คนชอบบอกให้หาตลาดของตัวเองหรือ Niche Market บอกว่าต้องโฟกัส เปลี่ยนมายอมรับว่าเราเป็นคนที่มีความสนใจหลากหลาย มันไม่ใช่ข้อเสียแต่มันคือสิ่งที่เราเป็น

เป้าหมายคือไม่ต้องกำจัดความสนใจอื่นๆ ทิ้ง แต่จัดระเบียบพวกมันให้ขับเคลื่อนชีวิตเราไปข้างหน้าให้ได้

2️⃣ ขั้นตอนที่ 2 แบ่งความสนใจออกเป็น 3 ถัง หยิบกระดาษขึ้นมา จดทุกอย่างที่เราสนใจหรืออยากเรียน แล้วแยกใส่ 3 ถัง

📍 ถังที่ 1 The Money Maker คือทักษะหรือความสนใจเดียวที่มีโอกาสทำเงิน เลี้ยงชีพได้จริงๆ ในอีก 1-2 ปีข้างหน้า มันอาจไม่ใช่ passion แต่มันทำเงินได้ อะไรที่เราพอจะมีพื้นฐานอยู่บ้างแล้ว, ตลาดมีความต้องการจริง, เราไม่ได้เกลียดมัน นี่คือ “สมอ” (ฝรั่งชอบใช้คำว่า anchor) ที่เราจะให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่งใน 1-2 ปีนี้

📍 ถังที่ 2 The Soul Stuff คือสิ่งที่เราทำเพียงเพราะมันทำให้คุณรู้สึกมีชีวิตชีวา เช่น เดินป่า วิ่งมาราธอน ไปดูบอลอ่านบทวิเคราะห์บอล ทำอาหาร หรืออ่านหนังสือปรัชญา

สำคัญมาก อย่าพยายามทำเงินจากสิ่งเหล่านี้ อย่าทำให้มันเป็นงานเสริม มันคือสิ่งที่ทำให้เราไม่บ้าตาย คืองานอดิเรกที่ได้รับอนุญาตให้เป็นแค่งานอดิเรก การเปลี่ยนทุกความหลงใหลให้เป็นกำไร คือวิธีทำลายสิ่งที่เรารักได้เร็วที่สุด (เกือบแหละ เกือบบ้าอวยเปิดร้าน cookies หรือทำทัวร์ดูบอลลอนดอนแหละ 555+)

📍 ถังที่ 3 The Curiosity Shelf ความสนใจอื่นๆ ทั้งหมดให้วางไว้ที่นี่ เช่น อยากเรียนจิตวิทยา อยากเรียนเรื่องกลิ่น อยากเรียนเขียนบทหนัง อยากเรียนเชฟขนมปัง ไม่ได้บอกว่าจะไม่ทำนะ แต่แค่บอกว่ายังไม่ใช่ตอนนี้ มันจะยังอยู่ตรงนั้นเมื่อเรามีเวลาและพื้นที่ในสมองมากขึ้น

3️⃣ ขั้นตอนที่ 3 ทุ่มเทให้ถังที่ 1 แบบสุดตัว นี่คือจุดที่คนส่วนใหญ่พลาดเราเองก็ด้วย เพราะพยายามแบ่งความสนใจให้ทุกอย่างเท่ากัน ซึ่งมันสร้างแรงส่งไม่ได้

ให้เริ่มต้นใหม่ว่าใน 6 เดือนข้างหน้า ให้ทักษะใน ถังที่ 1 กินพลังงานในการทำงานของเราไปเลย 80% กับทักษะทำเงิน จะลงคอร์ส ทำโปรเจกต์ สร้างพอร์ต เชื่อมต่อกับผู้คนในสายงานนั้น เมื่อเริ่มทำเงินได้จากทักษะนี้ ค่อยซื้อทางเลือกและซื้อเวลาให้ตัวเองเพื่อไปทำอย่างอื่นในภายหลังได้

4️⃣ ขั้นตอนที่ 4 ลงตารางเวลาให้ถังที่ 2 อย่าทิ้งสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข แต่ก็อย่าให้มันมากินเวลาสร้างเนื้อสร้างตัว (หาเงินก่อนนะ) ใส่พวกมันลงในปฏิทินเลย เช่น วันพุธจะไปดูหนังอินดี้ วันเสาร์จะไปลองฝึกทำคอนเท้นวีดีโอร้านขนม วันอาทิตย์จะเริ่มอ่านหนังสือที่ดองด้านอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับทักษะทำเงิน นั่นแหละที่่ทำให้เราไม่เบินเอ้าจากการกำลังไปสู่เป้าหมาย

ทำไมมันถึงเวิค 💙

1. หยุดความรู้สึกผิด จะได้เลิกด่าตัวเองว่าไม่โฟกัส เพราะเรากำลังโฟกัสงานหลัก โดยที่ยังเหลือที่ว่างให้เรื่องอื่น

2. เก่งจริงสักอย่าง เมื่อให้เวลา 80% กับสิ่งเดียวใน 6 เดือน เราจะเปลี่ยนจากแค่สนใจเป็นผู้เชี่ยวชาญ

3. สร้างความมั่นใจ ทุกชัยชนะเล็กๆ ในงานหลัก จะเป็นหลักฐานยืนยันว่าเราไม่ได้ไม่เอาถ่าน

4. สร้างทางเลือก เงินและทักษะที่ใช้ได้จริงจะมอบอำนาจให้เราเลือกทำตามความสนใจอื่นจากตำแหน่งที่มั่นคง ไม่ใช่ทำเพราะความสิ้นหวัง

คนที่เราชื่นชมที่ดูเหมือนทำได้ทุกอย่าง เขาก็ต้องเริ่มจากสร้างสิ่งหนึ่งให้สำเร็จก่อน แล้วค่อยขยายออกไป ความสนใจของเราไม่หนีไปไหนหรอก แต่วันเวลาและพลังงานของเราต่างหากมันมีขีดจำกัดจงใช้มันอย่างมีกลยุทธ์นาทุกคน เดินทางและเติบโตไปด้วยกันนะ

ปล แต่ตูต้องไปเรียนวาดรูปก่อนม้ะ 55555+

More from the blog