ช่วงนี้ชอบรายการ ชวนคิดชีวิต ของคุณดุ๊กมาก เพราะเขาเอาดารารุ่นเก๋ามาสัมภาษณ์ ที่การสัมภาษณ์เหมือนให้คนที่ผ่านชีวิตมาเยอะมาเล่าเรื่องให้พวกเราคิด แล้วเราชอบซูโม่กิ๊กมาก เขาเป็นคนที่ช่วยดาราที่ลำบากอย่างแดนนี่ เขาเป็นคนไปทักคุณตั๊กเรื่องการเลี้ยงลูกจนคุณตั๊กเปลี่ยนวิธีเลี้ยงลูกไม่เป็นแบบพ่อแม่รังแกฉัน ก็เลยประทับใจ
เขาบอกว่าช่วงรายได้การเป็นนักแสดงตอนนั้นหกหลัก แต่เขาเชื่อว่ามันจะไม่ยั่งยืน อยากไปทำธุรกิจทำอะไรก็ได้เบื้องหลัง ยอมขายบ้านมาเสี่ยงทั้งที่ชีวิตพึ่งดีขึ้น แต่ mindset เขาคือก็ถ้าล้มก็แค่ลุก
ประโยคที่ติดอยู่ในหัวคือ
“คนเราล้มได้ แต่คำถามคือ ลุกไหม”
ชีวิตคนเราไม่ได้พังจากการล้มครั้งเดียวเสมอไป หลายครั้งชีวิตพังเพราะเราจมอยู่กับคำถามเดิม ๆ ว่าทำไมต้องเป็นเรา แล้วเราก็นั่งอยู่ตรงนั้นนานเกินไป
เขาเล่าว่าตอนเด็กเคยมีชีวิตแบบคุณหนู บ้านมีฐานะ แต่วันหนึ่งธุรกิจของพ่อพัง ต้องเริ่มยอมรับว่าบ้านเราไม่ได้สบายเหมือนเดิมแล้ว
สำหรับเด็กอายุ 15-16 ปี นั่นน่าจะเป็นจุดเปลี่ยนที่หนักมาก แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ เขาไม่ได้จำช่วงนั้นในฐานะ ชีวิตที่พัง เท่ากับจำว่าแม่รับมือกับมันอย่างไร
พอพ่อมีปัญหา แม่ไม่ได้โทษพ่อ แม่ไม่ได้จมอยู่กับความทุกข์ แม่ไม่ได้ทำให้ลูกรู้สึกว่าชีวิตมันจบแล้ว
แม่พูดแค่ว่า
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวแม่ทำเอง”
(ฟังแล้วนึกถึงคืนที่ร้องไห้ตอนโควิด HOM ไม่มีลูกค้า ลูกน้อง 5 คนรอเรา ตอนนั้นไม่มีใครมาบอกว่าไม่เป็นไร แต่สิ่งที่ทำคือเหมือนกัน คือลุกขึ้นมาทำ Cooking is Sharing แทน)
แล้วแม่ก็ลุก จากคนที่เป็นแม่บ้าน ไม่เคยทำธุรกิจ สิ่งเดียวที่แม่ทำได้ดีที่สุดคือทำอาหาร ดูแลลูก ดูแลครอบครัว แม่ก็ใช้สิ่งนั้นเป็นทางออก
จากครอบครัวที่เคยมีโรงงานอุตสาหกรรม วันหนึ่งต้องกลายมาเป็นร้านอาหารเล็ก ๆ ที่ทุกคนต้องช่วยกัน
แต่แม่ไม่ได้ส่งต่อความพ่ายแพ้ให้ลูก แม่ส่งต่อบทเรียนว่า ชีวิตล้มได้ แต่เราต้องลุก
เขาบอกว่าชีวิตเหมือนการวิ่งมาราธอน
ช้าเร็วไม่เท่ากัน แต่ถ้าถึงเส้นชัยทุกคนก็ได้เหรียญเหมือนกัน คำสำคัญไม่ใช่ใครถึงก่อนแต่คือมึงถึงไหมอันนี้แรง แต่ใช่
ทำไมเราต้องใช้ชีวิตกันเหมือนต้องชนะทุกคน ต้องรวยก่อน ต้องสำเร็จก่อน ต้องได้ตำแหน่งก่อน ต้องมีบ้านก่อน ต้องมีชีวิตที่ดูดีได้ก่อน
ตอนเขายังเป็นนักแสดง มีคนถามว่าทำไมไม่เลือกบทดี ๆ ทำไมไม่เล่นหนังที่ได้รางวัล เขาตอบตรง ๆ ว่า ตอนนั้นเขาเอาเงิน ไม่ได้เอากล่องเพราะถ้วยรางวัลกินไม่ได้ ฟังดูแรง แต่ชีวิตจริงมันเป็นแบบนั้น
Resilience บางทีก็ไม่ได้โรแมนติก มันไม่ใช่การค้นพบ passion ทุกวัน บางวัน resilience คือการตื่นขึ้นมาแล้วไปทำงาน บางวันคือการยอมรับว่าวันนี้ยังไม่ดีขึ้น แต่เรายังไม่ยอมแพ้
บางวันคือการเลือกเงินก่อนเกียรติยศ เพราะตอนนั้นครอบครัวต้องรอด บางวันคือการเปลี่ยนทาง ทั้งที่ทางเดิมเคยทำเงิน บางวันคือการยอมทิ้งตัวตนเก่า เพื่อสร้างชีวิตใหม่
สิ่งที่ได้จากเรื่องนี้คือ
Resilience สำหรับเราคือล้มแล้วไปข้างหน้าหรือ bounce forward ล้มแล้วก็ลุก ลุกมาพัก แล้วใช้เวลาในการเรียนรู้ เริ่มมองหาอะไรใหม่ (แบ่งปันความรู้ด้วย) เดี๋ยวมันก็มีโอกาสใหม่ๆ เข้ามาหาเราได้เสมอ
เราอาจเลือกไม่ได้ว่าชีวิตจะทำให้เราล้มเมื่อไหร่
แต่เราเลือกได้ว่า หลังจากนั้นเราจะจม หรือจะลุก
และบางที ความสำเร็จอาจไม่ได้แปลว่าเราเข้าเส้นชัยก่อนใคร แต่มันคือวันที่เราหันกลับไปมองตัวเอง แล้วพูดได้ว่า ฉันล้มมาเยอะก็จริงแต่ฉันยังพาตัวเองมาถึงตรงนี้ได้ แค่นี้ก็ได้เหรียญของตัวเองแล้ว







