ยินดีกับการรอดตกชั้นแล้ว เรามาทบทวนหนึ่งปีที่สเปอร์สเกือบล้มทั้งองค์กร เมื่อจริงๆ แล้วปัญหาไม่ได้อยู่แค่ในสนาม แต่มันคือทั้งระบบ
ดูการบริหารทีมบอลก็เหมือนการบริหารองค์กรนึง
**การเขียนนี้รวบรวมจากหลายๆ บทความนะ เพราะมีอ้างอิงข่าวซุบซิบจากทีมข่าว The Athletic ด้วย**

ตามรูปเลย This is my club, my one and only club![]()
การที่สเปอร์สจะต้องมาลุ้นตกชั้นมันไม่ควรจะเกิดขึ้นเลย เราคือทีมที่เพิ่งคว้าแชมป์ยูโรป้าลีก ก่อนหน้านั้นจบอันดับ 5 พรีเมียร์ลีก มี Harry Kane อยู่กับทีมจนถึงปี 2023 เคยจบอันดับ 4 ในฤดูกาล 2021–22 เคยเข้าชิงยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกในปี 2019
ตามรายงานของ UEFA เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ รายได้ของสโมสรใหญ่เป็นอันดับ 5 ของอังกฤษ และอันดับ 9 ของยุโรป พวกเรามีสนามฟุตบอลแห่งใหม่ที่ถูกยกย่องว่าดีที่สุดในยุโรป (แถมได้แชมป์หญ้าสวยด้วยนะ) หากทีมต้องตกชั้น คงไม่ใช่แค่ความล้มเหลวในฤดูกาลเดียว แต่มันจะกลายเป็นรอยด่างในอาชีพของทุกคนที่เกี่ยวข้อง แม้ตอนนี้พวกเราจะรอดตกชั้นแล้วแต่อย่าลืมว่าเราชนะเกมลีกในบ้านได้เพียง 3 นัด และเราไม่เคยได้จุดโทษเลยในเกมลีก
ต้นฤดูกาล
ตอนเริ่มต้นก็ดูเหมือนทุกอย่างกำลังไปในทิศทางที่ดี ทั้งเลวี่ และวินัยปรากฏตัวร่วมกันในวิดีโอของสโมสร วินัยซีอีโอคนใหม่พูดว่าเขากับท่านประธานเลวี่ “joined at the hip” (หึหึ อารมณ์ทำงานตัวติดกันอ่ะ)
วินัยและแฟรงค์ พูดภาษาธุรกิจแบบเดียวกัน คำที่ถูกพูดซ้ำๆ คือวัฒนธรรม การสื่อสาร กระบวนการ และความอดทน บอกว่าสโมสรต้องเลิกเป็นทีมที่เหวี่ยงขึ้นลงตามอารมณ์ ทุกอย่างควรขับเคลื่อนด้วยระบบ ทั้งวินัย แฟรงค์ Langer [Director of Sport] ดูเหมือนคนแบบเดียวกันที่มากอบกู้สโมสร และคนในวงการมักพูดกันว่า ทั้งสามเป็นคนที่นิสัยดีที่สุดกลุ่มหนึ่งในวงการฟุตบอล แต่ความจริงคือการเปลี่ยนวัฒนธรรมของสเปอร์สมันยากกว่าที่คิด
แฟรงค์มาจาก Brentford เป็นหนึ่งในสโมสรที่ขับเคลื่อนด้วยวัฒนธรรมมากที่สุดในอังกฤษ ทุกคนเดินไปในทิศทางเดียวกัน แต่สเปอร์สนั้นแตกต่างโดยสิ้นเชิง ในทีมมีนักเตะบางคนที่เชื่อว่า
“ถ้าผลงานในสนามดี เรื่องอื่นก็ไม่สำคัญ”
ทัศนคติในการฝึกซ้อมเริ่มหย่อน การมาสายกลายเป็นปัญหาประจำ วินัยไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนให้ความสำคัญแฟรงค์จำเป็นต้องทำให้ผู้เล่นซื้อแนวคิดของเขา
แต่เขาทำไม่สำเร็จ และนั่นกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความล้มเหลวทั้งหมด
สเปอร์สเป็นทีมที่ใช้สัดส่วนรายได้กับค่าเหนื่อยน้อยที่สุดในสี่ลีกสูงสุดของอังกฤษตัวเลขอยู่ที่เพียง 45%
ฟังดูเหมือนการบริหารที่มีวินัย แต่ปัญหาคือพวกเขาเริ่มจ่ายค่าตัวนักเตะมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ผลตอบแทนแทบไม่มี ยิ่งไปกว่านั้นอาการบาดเจ็บระยะยาวของคูลูและแมดดี้ ยิ่งทำให้เกมรุกขาดคุณภาพพร้อมแรงกดดันให้ซื้อผู้เล่นใหม่จึงมหาศาล
จุดเปลี่ยนที่ใหญ่ที่สุดของฤดูกาลนี้คือการที่ Daniel Levy ถูกปลด
เลวี่ที่บริหารทีมมาเกือบ 25 ปีถูกบอกว่าเวลาของเขาจบลงแล้ว ให้ออกจากตำแหน่งและออกจากบอร์ด
ไม่ให้กลับมาที่สโมสรอีก ข้าวของทั้งหมดถูกเก็บใส่รถตู้ส่งกลับบ้าน (ก็คือไม่ได้ลานักเตะ ให้ออกแบบแย่มากทั้งที่เขายังมีหุ้นกับสโมสร นัดสุดท้ายเราก็ไม่เห็นเลวี่เลย) ทั้งที่ตลอด 24 ปีของเขา เลวี่มีอำนาจมหาศาล เขาดูทุกอย่างเองตั้งแต่จ้างโค้ช ซื้อผู้เล่น การเงิน หนี้สิน และรายละเอียดการออกแบบสนาม
หลายคนบอกว่าสโมสรแห่งนี้เหมือนธุรกิจครอบครัวมากกว่าสโมสรฟุตบอล ทุกอย่างย้อนกลับมาหาเลวี่เสมอ ทั้งกลยุทธ์ อัตลักษณ์ วัฒนธรรม และการบริหาร
ครอบครัว Lewis เชื่อว่าการเอาเลวี่ออกจะทำให้สโมสรเข้าสู่ยุคใหม่คือยุคที่กระจายอำนาจ ยุคที่ให้อำนาจผู้บริหารมากขึ้น แต่พวกเขาไม่ทันคิดว่าเลวี่อาจไม่ใช่แค่ผู้บริหาร เขาอาจเป็นจุดศูนย์รวมที่ยึดทุกอย่างไว้ การจากไปของเลวี่ทำให้เราเห็นระบบทั้งหมดเริ่มสั่นคลอน วินัยเองยังพูดกับคนใกล้ชิดว่า
“มันเหมือนการซ่อมเครื่องบิน ในขณะที่มันยังบินอยู่”
จาก centerlized to decentralized
สเปอร์สเปลี่ยนจากสโมสรที่อำนาจรวมอยู่ที่คนคนเดียวไปสู่สโมสรที่ทุกคนมีอำนาจร่วมกัน ซึ่งมันอาจจะดีในหลายๆ องค์กรที่จะเริ่มเติบโตก็ควรจะกระจายอำนาจ แต่คำถามคือคนที่อำนาจวิ่งเข้าหาเก่งจริงไหม เข้าใจวัฒนธรรมองค์กรจริงไหม (ผลงานฤดูกาลนี้เราว่าไม่)
ทั้งเอา Fabio Paratici กลับมาแล้วก้อจากไปอีกรอบ
Lange ได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็น Director of sport
บอร์ดมีคนใหม่เข้ามาที่ไม่ค่อยเกี่ยวกับบอล
โครงสร้างถูกเปลี่ยนแบบถอนรากถอนโคน แต่เมื่อทุกคนมีอำนาจคำถามคือแล้วใครคือคนตัดสินใจจริง
นักเตะขาดศูนย์รวมจิตใจ
นักเตะเริ่มหมดศรัทธา มีนักเตะคนหนึ่งพูดลับ ๆ ว่า แนวทางของแฟรงค์เหมาะกับ “ทีมเล็ก” มากกว่าเขารู้สึกว่าตัวเองเล่นได้แค่ 10% ของศักยภาพ นักเตะเริ่มรู้สึกว่าแฟรงค์ไม่มีบุคลิกแข็งแรงพอสำหรับงานใหญ่ แม้แฟรงค์จะพูดเรื่องวัฒนธรรม มาตรฐาน หรือความเป็นหนึ่งเดียว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือนักเตะไม่ได้ตอบสนอง
หลังแพ้เชลซีเราจะเห็นว่าทั้ง Spence และ Micky เดินผ่านแฟรงค์ไปเฉย ๆ ตอนที่แฟรงค์เรียกให้พวกเขาไปขอบคุณแฟนบอล พวกเขากลับไม่สนใจ มันเป็นช่วงเวลาที่สะท้อนทุกอย่าง ตั้งแต่การไม่เคารพโค้ช การไม่เคารพแฟนบอลและการไม่เคารพระบบ
แฟนบอลเริ่มไม่พอใจ
แฟนบอลเริ่มโห่ผู้เล่น ผู้เล่นเริ่มไม่พอใจแฟนบอล แฟนบอลเริ่มโห่แฟรงค์โดยตรง ทั้งสโมสรเริ่มแตกออกเป็นฝ่าย ๆ ทุกคนโทษกันเอง ช่วงนั้นมีข่าวลือแม้กระทั่งนักเตะไม่สนใจว่าจะตกชั้น โดยบอกว่าเขาจะย้ายทีมสิ้นฤดูกาลอยู่แล้ว
Let’s be all in together
ก่อนเกมกับ Palace วันที่ 5 มีนาคม วินัยเขียนจดหมายถึงพนักงานทุกคน โดยยอมรับถึงความกังวลที่เกิดขึ้นจากอันดับของสเปอร์สในลีก พยายามส่งข้อความให้กำลังใจด้วยเช่นกัน “Let’s be all in together” เขาเขียน “มาร่วมกันรักษาความสงบในช่วงเวลานี้ต่อไป มั่นใจในวิธีที่เราจะก้าวผ่านมันไป และเชื่อว่าเราจะผ่านเรื่องนี้ไปได้ เราจะแข็งแกร่งขึ้นไปด้วยกัน” มีการนำกระดานไวท์บอร์ดมาตั้งไว้ในสำนักงานของสโมสร โดยให้พนักงานเขียนข้อความให้กำลังใจนักเตะ
แม้ว่านักเตะบางคนจะชื่นชมความตั้งใจนี้ แต่พนักงานกลับไม่ได้รู้สึกกระตือรือร้นกับเรื่องดังกล่าวมากนัก เพราะในมุมมองของพวกเขาวิกฤตครั้งนี้เกิดขึ้นจากผลงานที่ต่ำกว่ามาตรฐานของนักเตะเอง
De Zerbi คือจุดเปลี่ยน
เราเคยเขียนถึงเรื่องที่ซาบี้พูดถึงการหานักจิตวิทยาให้ทีมชุดใหญ่และเรารู้สึกได้ว่าซาบี้คือแสงสว่างสุดท้ายของฤดูกาลนี้
หน้าที่แรกของเขาไม่ใช่เรื่องแท็กติกแต่คือการปลดล็อกจิตใจนักเตะ เขาเข้าใจบางอย่างเร็วมากว่านักเตะทีมนี้ไม่ต้องการโค้ช พวกเขาต้องการพี่ชายหรือพ่อ ถ้าดูจากสัมภาษณ์หลังเกมส์เมื่อวานที่ซาบี้เล่าถึงการคุยกับมิกกี้บ่อยมาก และใช้คำว่ามิกกี้เป็นคนอ่อนไหวหรือการหลีกเลี่ยงพูดเรื่องโรเมโร่แต่เชิดชูเบนเดวิสที่ขออยู่กับทีมเพื่อลุ้นตกชั้น หรือพูดถึงสเปนซ์ที่ขอลงนัดสุดท้ายไม่ได้สนว่าตัวเองติดทีมชาติแล้วต้องเซฟตัวเอง เราสัมผัสได้เลย ไก่เปลี่ยนไปแล้ว
ขอนำคำพูดซาบี้หลังเกมส์เกี่ยวกับ คินสกี้ มา
“I want to say a secret. Before my first game in Sunderland, I thought to make Kinsky captain for one game, to show one thing that’s very important in football and life”
“If we’re a team, we’re like a family. If one of us is going through a difficult period, we have to stay with him, showing love and everything he needs, but he didn’t need it because he’s a strong character. Strong personality. A great goalkeeper.”
เมื่อความกดดันถูกปลดออก ทีมเริ่มกลับมามีชีวิต
สิ่งที่สเปอร์สขาดมาทั้งฤดูกาลคืออัตลักษณ์การเล่นเป้าหมายร่วมกัน และความหวัง
แฟนบอลที่กลับมา
เมื่อซาบี้คือจุดเปลี่ยนนัดสุดท้ายก่อนเกมส์เราจะเห็นว่าแฟนบอลไปรอรอบสนามต้อนรับรถโค้ชแต่บ่ายสองเพื่อสนับสนุนทีม ขนาดเราไปดูรอบรองนัดสุดท้ายยูฟ่าคัพในบ้านก่อนเกมส์แฟนบอลยังไม่เต็มด้านนอกสนามขนาดนี้เลย และการขอบคุณนักเตะและโค้ชตอนจบเกมส์ยิ่งใหญ่มากๆ (เสียดายใจไม่กล้าพอบุคตั๋วไปนัดสุดท้าย 55)
ก้าวต่อไปของสเปอร์ส
ในมุมของศูนย์รวมจิตใจเรามีพ่อซาบี้แล้ว แต่ในมุมของระบบเราก็ต้องลุ้นต่อไปว่าเบรกนี้จะยอมซื้อตัวรุกดีๆ ที่ปิดจบประตูสวยๆ เข้ามาบ้างได้ไหม
สเปอร์สเคยเป็นสโมสรที่ทำกำไรได้ดีที่สุดและพึ่งพาตัวเองได้มากที่สุดในอังกฤษ แต่ปัจจุบันต้นทุนกำลังโตเร็วกว่ารายได้ (งบเริ่มขาดทุน) หนี้จากการซื้อขายนักเตะเริ่มสะสม และบางทีเรื่องนี้อาจเตือนโลกฟุตบอลว่า
แม้ฟุตบอลยุคใหม่จะมีเงินมหาศาล แต่ไม่ใช่ทุกอย่างที่ซื้อได้ด้วยเงิน ฟุตบอลยังเป็นกีฬา ทีมที่แย่พอไม่ว่ารวยแค่ไหนก็ยังต้องเจอกับผลของการเป็นทีมที่แย่เสมอ
อย่าบริหารแบบลูกคนรวยเลย ENIC OUT ![]()








