·

หนังสือ 15 เล่มที่ Codie Sanchez ต้องกลับมาอ่านซ้ำ

เพราะมันคือหนังสือที่เปลี่ยนวิธีคิด วิธีสร้างธุรกิจ และวิธีหาเงินของเธอไปจริงๆ โดยเธอย้ำว่าหนังสือธุรกิจที่ดีที่สุดไม่ใช่เล่มที่อ่านแค่ครั้งเดียว แต่มันคือเล่มที่เราสลัดออกจากหัวไม่ได้

เพราะมันคือหนังสือที่เปลี่ยนวิธีคิด วิธีสร้างธุรกิจ และวิธีหาเงินของเธอไปจริงๆ โดยเธอย้ำว่าหนังสือธุรกิจที่ดีที่สุดไม่ใช่เล่มที่อ่านแค่ครั้งเดียว แต่มันคือเล่มที่เราสลัดออกจากหัวไม่ได้

แต่ถ้าอ่านสรุปนี้ก็จะรู้สึกผิดน้อยลงที่เราดองก่อนได้ เอา concept ก่อน 555+

📕 กลุ่มแรก Billionaires and Builders

1. Only the Paranoid Survive โดย Andy Grove

Andy Grove ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะประธานกรรมการบริหารของ Intel ที่พลิกโฉม Intel จากบริษัทฮาร์ดแวร์ให้กลายเป็นมหาอำนาจระดับโลก เขาหนีออกจากฮังการีในช่วงปฏิวัติ เรียนจนจบปริญญาเอก และก้าวขึ้นเป็น CEO ของ Intel นำพาบริษัทฝ่าฟันหนึ่งในช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ธุรกิจ จากยุคชิปหน่วยความจำไปสู่ไมโครโปรเซสเซอร์

สิ่งที่คุณจะได้เรียนรู้จากเล่มนี้คือคู่มือในการเคลื่อนที่ให้ไวและตื่นตัวอยู่เสมอ แม้ในเวลาที่ทุกอย่างกำลังพังทลาย ปรัชญาทั้งหมดของเขาสรุปได้ในประโยคเดียว

💙 “Success breeds complacency. Complacency breeds failure. Only the paranoid survive.”

แต่คำว่า “Paranoid” (หวาดระแวง) ของเขาไม่ได้แปลว่าหวาดกลัว เขาหมายถึงการระวัดระวังตัวต่างหาก คือการตื่นอยู่เสมอในขณะที่คนอื่นหลับ คอยสังเกตสัญญาณเล็กๆ ที่บ่งบอกว่าโลกกำลังเปลี่ยนไป เพราะธุรกิจและอาชีพของคุณไม่ได้พังทลายเพราะผลประกอบการไตรมาสเดียวที่แย่ แต่มันตายเพราะคุณพลาดจังหวะที่ “เกม” มันเปลี่ยนไปแล้วต่างหาก Grove แบ่งเฟรมเวิร์กออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ

The Six Forces of Competition เป็นการต่อยอดจาก Five Forces ของ Michael Porter โดยเพิ่ม “Complementers” (ธุรกิจที่ทำให้สินค้าคุณแข็งแกร่งขึ้น) เข้ามา เพื่อหาจุดเปลี่ยนระดับ 10x ก่อนที่มันจะฆ่าคุณ

The Adaptive Response Framework “Let chaos reign, then rein it in.” เฟรมเวิร์กนี้สอนให้คุณเปิดรับไอเดียและความจริงที่น่าอึดอัดใจจากคนหน้างานก่อน (ปล่อยให้วุ่นวาย) แล้วพอทิศทางชัดเจนปุ๊บ ก็ค่อยดึงโฟกัสกลับมา ทุ่มทรัพยากรและเคลื่อนที่ให้ไวที่สุด หนังสือเล่มนี้อาจจะอ่านยากนิดนึงเพราะอัดแน่นไปด้วยเฟรมเวิร์ก แต่มีวิธีปฏิบัติที่เจาะจงมากที่จะช่วยให้คุณชนะได้

2. How to Make a Few Billion Dollars โดย Brad Jacobs

Brad ตีแตกมาแล้ว 8 บริษัท โดย 6 ในนั้นอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ และพวกนี้ไม่ใช่สตาร์ทอัพเท่ๆ ในซิลิคอนแวลลีย์ แต่เป็นธุรกิจที่ทำกำไรจริงๆ เขาเริ่มต้นจากธุรกิจขยะ กว้านซื้อบริษัทเก็บขยะเล็กๆ ในชนบทแล้วขายต่อให้ Waste Management จากนั้นก็ไปทำธุรกิจให้เช่าอุปกรณ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก (United Rentals) และบริษัทโลจิสติกส์ (XPO)

เมื่อคนระดับนี้เขียนหนังสือ มันไม่ใช่หนังสือปลุกใจกลวงๆ แต่เป็นแทคติกล้วนๆ เขาสอนวิธีมองหาเทรนด์อุตสาหกรรมก่อนคนอื่น และวิธีควบรวมกิจการเพื่อสเกลธุรกิจ ประโยคหนึ่งในกลยุทธ์ของเขาคือ

💙 “I love working with outrageously talented people to deliver outsized returns.”

กฎ 10-80-10 ในการสร้างธุรกิจให้รันได้ด้วยตัวเอง

-Top 10% สิ่งที่มีแต่ผู้ก่อตั้งเท่านั้นที่ทำได้ (กลยุทธ์, วิสัยทัศน์, partnership)
-Middle 80% สิ่งที่ทีมควรทำ (การลงมือทำ, แผนงานที่ชัดเจน)
-Bottom 10% งานมูลค่าต่ำที่ควรถูกตัดทิ้ง จ้างคนอื่น หรือใช้ระบบอัตโนมัติทำแทน

3. Am I Being Too Subtle? โดย Sam Zell

Sam คือหนึ่งใน Dealmaker ที่เก่งที่สุดในยุคของเขา ชายคนนี้สร้างอาณาจักรจากสิ่งที่คนอื่นเมินหน้าหนี เขาคือผู้บุกเบิกกองทุนอสังหาริมทรัพย์แบบ REIT ประโยคหนึ่งของเขาที่น่าสนใจคือ

💙 “I can seem gruff. I know that. And I can be impatient. I have an embedded sense of urgency. What I can’t figure out is why so many other people don’t have it.”

หนังสือเล่มนี้สอนวิธีคิด ลงมือทำ และสร้างธุรกิจในตอนที่คนอื่นกำลังกลัว “Start by being audacious.” ตอนเขาอยู่ปี 3 เขาแค่ได้ยินเจ้าของหอพักบอกว่าจะทุบตึกสร้างใหม่ เขาเดินไปบอกเพื่อนเลยว่า “เราไปเสนอตัวบริหารหอพักให้เขากันเถอะ” ทั้งๆ ที่ไม่มีประสบการณ์เลย แต่เขาก็กล้าขอและทำสำเร็จ! เขาบอกว่า

💙 “Risk is the ultimate differentiator. I’ve always had a deep and complex relationship with it.”

เฟรมเวิร์กของเขาสรุปได้ 3 ข้อ

1) มองหาโอกาสแบบสวนกระแส (ซื้อตอนคนอื่นกลัว)
2) สนใจสภาพคล่องและจำกัดความเสี่ยงขาลงก่อนเสมอ (เอาตัวรอดให้ได้ก่อน)
3) ทำทุกอย่างให้เรียบง่ายและไวเข้าไว้ เขาบอกว่า “Those who move fast usually win the whole game.”

📕 กลุ่มที่ 2 Leadership and Teams that Win

วิสัยทัศน์นั้นดี แต่ถ้าไม่มีคน คุณก็ไปได้ไม่ไกล หนังสือหมวดนี้จะสอนวิธีนำคนอื่น

4. Extreme Ownership โดย Jocko Willink

Jocko เป็นอดีตหน่วย Navy Seal และเป็นคนที่คุณจะโทรหาเวลาเกิดเรื่องแย่ๆ หนังสือเล่มนี้เอาบทเรียนดิบๆ จากสนามรบมาใช้กับธุรกิจ มันสอนให้คุณรับผิดชอบทุกอย่าง 100% ทั้งตอนที่สำเร็จและล้มเหลว

กฎสำคัญได้แก่

* Extreme Ownership คุณต้องรับผิดชอบทุกอย่าง ความสำเร็จ ความล้มเหลว กำลังใจของทีม “No bad teams, only bad leaders.”
* Check the Ego อย่าคิดว่าตัวเองอยู่เหนือคำวิจารณ์
* Keep it Simple แผนที่ซับซ้อนมักจะพังทลายในสถานการณ์จริง
* Prioritize and Execute จัดลำดับความสำคัญแล้วจัดการทีละอย่าง “Decentralize command and cover and move.”

5. Who Not How โดย Dan Sullivan

แทนที่จะถามว่า “ฉันจะทำสิ่งนี้ได้อย่างไร (How)?” ให้เปลี่ยนเป็น “ใคร (Who) จะช่วยฉันทำสิ่งนี้ได้บ้าง?” แนวคิดนี้แยกคนที่ย่ำอยู่กับที่ออกจากคนที่ขยายธุรกิจได้ ถ้าคุณกระจายงานไม่เป็น คุณจะไม่มีวันรวยถึงขีดสุด

💙 “The only way to make your present better is by making your future bigger.”

หนังสือเล่มนี้แบ่งปันเรื่อง The 4 Freedoms

1. เวลา เพราะเวลาสร้างเงิน
2. เงิน เมื่อมีเวลา ก็โฟกัสงานที่เพิ่มรายได้ได้
3. ความสัมพันธ์ ทำงานกับคนที่ให้พลังงานคุณ
4. เป้าหมาย โฟกัสกับงานที่มีความหมายจริงๆ

6. The Ride of a Lifetime โดย Bob Iger

Bob Iger ไต่เต้าจากพนักงานระดับล่างจนกลายมาเป็นหัวเรือใหญ่ของบริษัทที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Disney เขาขยายสวนสนุกไปทั่วโลกและเปิดตัว Disney+

💙 “One of the most important qualities of a good leader is optimism, a pragmatic enthusiasm for what can be achieved.”

ปรัชญาของเขามี 3 ข้อ

1. Innovate or Die ศัตรูตัวฉกาจของความสำเร็จคือความสบายใจ ต้องกล้าเดิมพันและวิวัฒนาการ
2. เคารพ เอาใจใส่ และเน้นคุณภาพเป็นสิ่งที่ไม่สามารถต่อรองได้ ความเห็นอกเห็นใจคือหัวใจสำคัญในการบริหารงานครีเอทีฟ
3. เดินหมากเชิงกลยุทธ์ที่ยิ่งใหญ่ด้วยความเข้าใจในวัฒนธรรม อย่างตอนซื้อ Pixar, Marvel, Lucasfilm เขาไม่ได้แค่ซื้อธุรกิจ แต่เขาซื้อ “โลก” ของสิ่งเหล่านั้นมาด้วย

📕 กลุ่มที่ 3 Thinking Clearly and Deciding Wisely

7. Poor Charlie’s Almanack โดย Charles T. Munger

เล่มนี้ดีมากๆ ชาร์ลีคือมือขวาของวอร์เรน บัฟเฟตต์ เขาคือสถาปนิกผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จระดับหมื่นล้านของ Berkshire Hathaway หนังสือเล่มนี้ไม่ได้สอนว่า “ต้องคิดอะไร” แต่สอนว่า “ต้องคิดอย่างไร”

💙 “Take a simple basic idea and take it very seriously.”

Munger นำเสนอแนวคิดที่เรียกว่า “Mental Models” ซึ่งดึงเอาความรู้จากหลากหลายศาสตร์มารวมกัน เช่นเศรษฐศาสตร์ จิตวิทยา ฟิสิกส์ ฯลฯเพื่อให้มองเห็นความจริงได้ชัดเจนขึ้น เขาบอกว่า

💙 “In my whole life, I have known no wise people who didn’t read all the time. None. Zero.”

8. The Almanack of Naval Ravikant

หนังสือเล่มนี้แบ่งครึ่งระหว่าง “ความมั่งคั่ง” และ “ความสุข”

💙 “Earn with your mind, not your time. That’s the essence of leverage.”

เขาอธิบายถึงเครื่องมือทุ่นแรงในยุคนี้ไว้ชัดเจนมาก

💙 “The old way of getting rich was to work more hours. The new way is to build leverage. Code, capital, content. Code works while you sleep. Capital compounds while you rest. And content, when it’s good, earns attention forever.”

ในครึ่งหลังของหนังสือ เขาบอกว่าความสุขไม่ใช่สิ่งที่คุณจะเจอทีหลัง แต่มันคือทักษะที่คุณต้องฝึกฝนเดี๋ยวนี้

9. Breaking the Habit of Being Yourself โดย Joe Dispenza

ถ้าคุณรู้สึกว่าตัวเองติดอยู่ในกรอบที่คนอื่นวางไว้ นี่คือหนังสือสำหรับคุณ Dispenza บอกว่าคุณเปลี่ยนตัวเองด้วย “ความตั้งใจ” หรือการฝืนทนอย่างเดียวไม่ได้ คุณต้อง “ตั้งโปรแกรม” ตัวเองใหม่ คุณต้องคิดให้ยิ่งใหญ่กว่าความรู้สึกของตัวเอง หนังสืออธิบายการทำงานของสมอง (คิด -> ทำ -> เป็น) เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจนกลายเป็นอัตโนมัติ มันคือวิทยาศาสตร์ของการ Manifest ที่ตัดเรื่องงมงายออกไป

10. Illusions: The Adventures of a Reluctant Messiah โดย Richard Bach

เป็นเรื่องแต่งแฝงปรัชญาเกี่ยวกับนักบินสองคน แต่ลึกๆ แล้วมันสอนว่า ขีดจำกัดเดียวที่มีอยู่คือขีดจำกัดที่คุณเชื่อว่ามันมี

💙 “Argue for your limitations, and sure enough they’re yours.”

นี่ไม่ใช่คำคมปลุกใจ แต่มันคือคำเตือน ถ้าคุณปกป้องข้ออ้างของตัวเองนานพอ มันจะกลายเป็นความจริง เขาบอกว่าโลกนี้คุณเป็นคนกำหนดเอง

💙 “The world is your exercise book, the pages on which you do your sums. It is not reality, though you may express reality there if you wish.”

และถ้าคุณอยากรู้ว่าภารกิจบนโลกของคุณจบลงหรือยัง “If you’re alive, it isn’t.”

📕 กลุ่มที่ 4 Culture, Hospitality, and Human Systems

11. Setting the Table โดย Danny Meyer

Danny สร้างธุรกิจร้านอาหารอย่าง Shake Shack หนังสือเล่มนี้สอนว่าวิธีที่คุณปฏิบัติกับผู้คนสามารถกลายเป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจที่ทรงพลังที่สุดได้ เขาเรียกสิ่งนี้ว่า Enlightened Hospitality โดยมีลำดับความสำคัญคือ พนักงานมาเป็นอันดับแรก ลูกค้าอันดับสอง และนักลงทุนอันดับสาม

เขาแยกระหว่าง “Service” (สิ่งที่คุณทำ) กับ “Hospitality” (วิธีที่คุณทำให้พวกเขารู้สึก) ออกจากกันอย่างชัดเจน เขามีกฎ 51% ในการจ้างงาน นั่นคือ ทักษะทางอารมณ์ 51% และทักษะทางเทคนิค 49%

ทักษะอารมณ์ 5 ข้อคือ Optimism, Curiosity, Work ethic, Empathy, Self Awareness

12. Unreasonable Hospitality โดย Will Guidara

Will พลิกฟื้นร้าน Eleven Madison Park ให้กลายเป็นร้านอาหารที่ดีที่สุดในโลก แนวคิดของเขาคือ ในโลกที่หมกมุ่นอยู่กับประสิทธิภาพ การใส่ใจให้มากกว่าที่จำเป็นคือข้อได้เปรียบในการแข่งขันที่แท้จริง

💙 “Whatever you do for a living you can choose to be in the hospitality business.”

เขามีกฎ 95-5 คือ บริหารธุรกิจ 95% อย่างรัดกุมทุกบาททุกสตางค์ แต่ใช้ 5% สุดท้ายไปอย่าง “บ้าบิ่น” กับการเซอร์ไพรส์และสร้างความเชื่อมโยงกับลูกค้า เพราะนั่นคือจุดที่เกิดเวทมนตร์ขึ้น

💙 “No one who ever changed the game did so by being reasonable.”

13. How to Win Friends and Influence People โดย Dale Carnegie

หนังสือคลาสสิกตั้งแต่ปี 1936 ที่ยังใช้ได้ดีเพราะมนุษย์ไม่เคยเปลี่ยน ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าคุณฉลาดแค่ไหน แต่มันขึ้นอยู่กับว่าคุณรับมือกับคนได้ดีแค่ไหน

💙 “You can make more friends in two months by becoming interested in other people than you can in two years by trying to get other people interested in you.”

และจงจำไว้เสมอว่า

💙 “when dealing with people, remember, you are not dealing with creatures of logic, but with creatures bristling with prejudice and motivated by pride and vanity.”

สอนให้โฟกัสที่การฟัง การทำให้คนอื่นรู้สึกเป็นคนสำคัญ และการหลีกเลี่ยงการโต้เถียงเพื่อเอาชนะ

📕 กลุ่มที่ 5 Purpose, Freedom, and Philosophy

14. Let My People Go Surfing โดย Yvon Chouinard

Yvon ผู้ก่อตั้ง Patagonia ไม่ได้แค่สร้างบริษัท แต่เขาสร้างปรัชญา เขาไม่อยากเป็นนักธุรกิจ เขาแค่อยากปกป้องธรรมชาติ

💙 “How you climb a mountain is more important than reaching the top.”

ภารกิจของบริษัทเขาคือ

💙 “Make the best product, cause no unnecessary harm, use business to inspire and implement solutions to the environmental crisis.”

เขาฉีกกฎความสำเร็จทุกอย่าง ถึงขั้นอยากให้คนซื้อของเขาน้อยลงด้วยซ้ำ “The more you know, the less you need.” และถ้าคุณอยากเข้าใจการเป็นผู้ประกอบการ เขาแนะนำให้ลองศึกษากลุ่มเด็กเกเรดู “If you want to understand the entrepreneur study the juvenile delinquent.”

15. Your Money or Your Life โดย Vicki Robin

คนส่วนใหญ่คิดว่าเงินคือกระดาษ แต่ Vicki บอกว่ามันคือ “พลังงาน” เงินทุกดอลลาร์ที่คุณหามาคือการแลกเปลี่ยนด้วยชั่วโมงชีวิตของคุณ หนังสือเล่มนี้ตั้งคำถามชวนอึดอัดใจว่าฉันกำลังทำงานเพื่ออะไร? แค่ไหนถึงจะพอ? การใช้จ่ายของฉันสอดคล้องกับสิ่งที่ฉันต้องการจริงๆ หรือเปล่า? เธอท้าทายให้คุณหยุดถามว่าทำยังไงถึงจะหาเงินได้มากขึ้น แต่ให้ถามตัวเองว่า

💙 “How can I live better with less?”

เป้าหมายสูงสุดคือการไม่เข้าไปติดอยู่ในวงล้อหนูถีบจักรของการหาเงินเพื่อซื้อของฟุ่มเฟือย แต่เป็นการนำเงินและเวลาไปขับเคลื่อนสิ่งที่คุณหลงใหลและมีเป้าหมายจริงๆ เมื่อคุณหมกมุ่นกับสิ่งนั้น เงินก็จะไหลมาหาคุณอย่างง่ายดาย

ใครอ่านเล่มไหนไปแล้วบ้าง จริงๆ อ่านสรุปหลายเล่มแล้ว แต่อ่านจบแล้วชอบเลยก็ต้อง Naval แต่พอ Codie เชียร์แบบนี้จะไปตั้งใจอ่าน Munger แหละ หวังว่ามันจะทำให้พวกเราเริ่มคิดเกี่ยวกับการหาเงิน การเติบโตของธุรกิจ และการเป็นมนุษย์ในแบบที่ต่างออกไป เพราะความจริงก็คือ เราอาจจะอ่านหนังสือพวกนี้หมดทุกเล่ม แต่ถ้ายังไม่ลงมือทำอะไรเลยมันก็ไม่มีอะไรเปลี่ยน

ไหนอ่านจบจะเริ่มอ่านเล่มไหนกันก่อนเลยบ้าง

More from the blog