·

ทำไมเราต้องจับมือกัน

ช่วงนี้ยิ่งคุยกับผู้ประกอบการหลายวงการ เรายิ่งรู้สึกว่าวิธีคิดแบบปลาใหญ่กินปลาเล็กหรือใครแพ้ก็คัดออก อาจไม่ใช่คำตอบของโลกธุรกิจในวันนี้แล้วเพราะสุดท้ายถ้าคนในระบบล้มไปเรื่อย ๆ ต่อให้เราเป็นคนที่ยังยืนอยู่ได้ เราก็อาจกำลังยืนอยู่ในระบบที่อ่อนแอลงทุกวัน

ช่วงนี้ยิ่งคุยกับผู้ประกอบการหลายวงการ เรายิ่งรู้สึกว่าวิธีคิดแบบปลาใหญ่กินปลาเล็กหรือใครแพ้ก็คัดออก อาจไม่ใช่คำตอบของโลกธุรกิจในวันนี้แล้วเพราะสุดท้ายถ้าคนในระบบล้มไปเรื่อย ๆ ต่อให้เราเป็นคนที่ยังยืนอยู่ได้ เราก็อาจกำลังยืนอยู่ในระบบที่อ่อนแอลงทุกวัน

สิ่งที่น่าสนใจกว่าการถามว่าเราจะแข่งกับใคร จึงอาจเป็นคำถามว่า เรามีอะไรที่อีกคนไม่มี และเขามีอะไรที่เราขาด แล้วถ้าเอามาต่อกัน เราสร้างอะไรที่ใหญ่กว่าต่างคนต่างทำได้หรือเปล่า

วันนี้เป็นโอกาสดีได้พาต่อเพนกวิน และพี่ลูกโป่งมานั่งคุยกันที่ออฟฟิศ

ต่อ เพนกวิน คือคนที่มีจุดยืนว่าธุรกิจอาหารไม่ได้มีแค่ร้านอาหารอยู่ปลายทาง ร้านเล็กอยู่ไม่ได้ ซัพพลายเออร์ก็ลำบาก ผู้ผลิตก็ลำบาก คนต้นน้ำก็ได้รับผลกระทบตามกันไปหมดเพราะฉะนั้นสิ่งที่วงการต้องการอาจไม่ใช่แค่ร้านที่เก่งขึ้น แต่เป็นพื้นที่ที่คนในวงการได้เรียนรู้ แลกเปลี่ยนของที่ตัวเองรู้ และช่วยกันทำให้ทั้งระบบแข็งแรงขึ้น

อีกมุมหนึ่งจากพี่ลูกโป่ง จันทรโภชนา / พ่อบ้านพอแล้วดี / ประธานหอการค้าจันทบุรี ทำให้เราเห็นเรื่องวัตถุดิบท้องถิ่นชัดมากขึ้น ประเทศไทยมีของดีเยอะมาก แต่เรายังขายของจำนวนไม่น้อยในฐานะวัตถุดิบทั้งที่ของชิ้นเดียวกัน ถ้าเราเติมความรู้เรื่องอาหาร การแปรรูป การออกแบบ เรื่องเล่า วิทยาศาสตร์ หรือการสร้างแบรนด์เข้าไป มูลค่าของมันสามารถเปลี่ยนไปได้มาก และคำว่า Creative Gastronomy สำหรับเราเลยไม่ใช่แค่ทำอาหารให้สวยหรือทำเมนูแปลกใหม่

มันคือการถามว่า เราจะเอาของที่มีอยู่ในพื้นที่ มาทำให้คนในพื้นที่มีโอกาสมากขึ้นได้อย่างไร เกษตรกรได้อะไร ผู้ประกอบการได้อะไร เมืองได้อะไร นักท่องเที่ยวได้รู้จักอะไรใหม่ และสุดท้ายเงินหมุนกลับเข้าไปในชุมชนมากขึ้นหรือเปล่า

พี่ลูกโป่งดีใจที่ได้รู้ว่าพวกเราสกัดกลิ่นส้มมะปี้ดได้ จากเปลือกที่พี่คั้นน้ำแล้วเหลือกากก็ได้ หรือแม้แต่กระวานที่พี่ทำวิจัยกับอาจารย์มหาลัยที่จัน ก็เป็นกลิ่นที่พวกเรานำมาสร้างกลิ่นให้ไปสากลได้นา

ส่วนฝั่ง Scent and Sense สิ่งที่เราคุยกันมาตลอดคือเรื่องที่ใกล้กันมาก ทำอย่างไรให้พืชไทยไม่ได้จบแค่การเป็นพืชไทย แต่สามารถกลายเป็นวัตถุดิบที่นักพัฒนากลิ่น นักออกแบบผลิตภัณฑ์ โรงแรม ร้านอาหาร หรือแบรนด์ต่าง ๆ อยากเอาไปใช้ต่อ

ช่วงหลังเราเริ่มได้รับโจทย์ให้พัฒนากลิ่นจากวัตถุดิบอย่างส้มมะปี้ด มะแขว่น เทพทาโร ส้มโอ หรือไพลมากขึ้น เราเองรู้สึกดีไม่ใช่เพราะมีลูกค้าสั่งเพิ่ม แต่เพราะมันเป็นสัญญาณเล็ก ๆ ว่า สิ่งที่เราเชื่อมานานว่า วัตถุดิบไทยสามารถไปได้ไกลกว่าที่มันเป็นอยู่ เริ่มมีคนอื่นมองเห็นเหมือนกัน

ตอนเราเอากลิ่นจากวัตถุดิบที่ทดลองสกัดเองไปให้คนดมในงาน หลายคนไม่ได้ถามแค่ว่ากลิ่นหอมไหม แต่เริ่มถามว่าเอาไปทำอะไรได้บ้าง เอาไปสร้างแบรนด์ได้ไหม เอาไปเล่าเรื่องของพื้นที่ได้หรือเปล่า เอาไปพัฒนาต่อเป็นผลิตภัณฑ์อะไรได้อีก

สำหรับเรา นี่แหละคือจุดเริ่มต้นที่น่าสนใจ เพราะการเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบไทยไม่ควรเป็นหน้าที่ของคนวงการใดวงการหนึ่ง คนปลูกอาจรู้จักพืชดีที่สุด นักวิทยาศาสตร์รู้ว่าจะสกัดและทำให้มันมีมาตรฐานอย่างไร เชฟรู้ว่าจะใช้รสชาติและกลิ่นอย่างไร นักออกแบบรู้ว่าจะเปลี่ยนมันเป็นประสบการณ์แบบไหนนักสร้างแบรนด์รู้ว่าจะทำให้คนเข้าใจคุณค่าของมันอย่างไร

และคนทำธุรกิจรู้ว่าจะพามันไปสู่ตลาดอย่างไร ไม่มีใครต้องเก่งทุกอย่าง แต่เราต้องรู้ว่าเราเก่งอะไร และควรจับมือกับใคร

การพบกันวันนี้เลยทำให้เราเห็นชัดขึ้นว่า ถ้าอยากพาวัตถุดิบไทยไปไกลกว่าเดิม เราคงทำคนเดียวไม่ได้
Scent and Sense อาจรู้เรื่องกลิ่น คนหนึ่งรู้เรื่องอาหาร อีกคนรู้เรื่องชุมชน อีกคนรู้เรื่องเกษตร อีกคนมีเครือข่ายที่เราไม่มี เมื่อเอาของเหล่านี้มาต่อกัน บางทีผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอาจเป็นสิ่งที่ไม่มีใครในห้องทำได้คนเดียวเลยก็ได้

และนี่น่าจะเป็นสิ่งที่เราอยากจำจากการคุยกันวันนี้
ยุคนี้อาจไม่ใช่ยุคของคนที่เก่งที่สุดเพียงคนเดียวแต่เป็นยุคของคนที่รู้ว่าตัวเองมีอะไร และรู้ว่าจะเอาสิ่งนั้นไปต่อกับคนอื่นอย่างไร

เพราะสุดท้ายการร่วมมือที่ดี ไม่ใช่แค่ “มาคอลแลบกัน” เพื่อทำแคมเปญหนึ่งแล้วจบ แต่มันคือการทำให้ความรู้ ทรัพยากร และโอกาสที่แต่ละคนมี เดินทางไปได้ไกลกว่าเดิม

และถ้าระหว่างทาง คนตัวเล็กขึ้นมาได้ด้วย เกษตรกรขายของได้มูลค่ามากขึ้น คนทั่วโลกเข้าใจว่า ทำไมต้องใช้ของไทยมากขึ้น และรู้จักของดีที่เราเคยมองข้าม เราว่านั่นเป็นการเติบโตที่น่าสนใจกว่าการโตอยู่คนเดียวเยอะเลย

ปล. ขอบคุณพี่หนุ่ย และโครงการ #พอแล้วดี ที่พาพวกเรามาเจอกัน จากคนต่างวงการที่ตอนแรกดูเหมือนไม่เกี่ยวกัน วันนี้เริ่มเห็นแล้วว่า จุดต่างของแต่ละคนอาจเป็นจุดที่เอามาต่อกันได้พอดี

ปล. ที่เราดีใจเพราะเราเห็นว่าเจแบงค์ดีใจ เขาตื่นเต้นไปมากกว่าขึ้นกว่าเดิม เขาอยากทำเรื่องวัตถุดิบไทย ชุมชนให้ชัดขึ้น วันนี้มันชัดขึ้นเยอะมากจริงๆ วันจันทร์หน้าเล้ง สุทัศน์ ก็จะมาสอนว่าเขาทำงานกับชุมชนไงที่ออฟฟิศอีก

กราบความใจดีทุกคน คือแค่พูดตามสื่อมันไม่เห็นภาพเท่ามาออฟฟิศ มาสัมผัสสิ่งที่เราทำแบบนี้

More from the blog