นั่นคือเหตุผลถ้าอยากดูอะไรที่ทำให้รู้สึกดีแนะให้ดูช่อง MD Motivator > บางทีสิ่งที่คนต้องการที่สุด ไม่ใช่เงิน แต่คือการที่มีใครสักคนมองเห็นเขา
สำหรับเรา Zach เจ้าของช่อง MD Motivator คือ Creator ที่ใช้แสงได้คุ้มมาก ใช้คอมมูตัวเองกว่า 50 ล้านคน เปิด GoFundMe แล้วพลิกชีวิตคนได้จริงๆ จน Chris Do เรียกสิ่งนี้ว่า Thank you Economy ไม่ใช่ Attention Economy เปลี่ยนปฏิกิริยาของคนดูจากการ หยุดดูเป็นการขอบคุณที่ทำสิ่งนี้ขึ้นมา (อ่านคอมเม้นทุกตอนจะต้องมีคนเม้นว่าร้องไห้อีกแล้ว กุร้องทุกตอนกุบอกเล่อะ)
ถ้าดูผ่านๆ Content ของเขาอาจเหมือนสูตรสำเร็จ > หาคนแปลกหน้า > ลองขอความช่วยเหลือเล็กๆ > ดูว่าเขาจะช่วยไหม > แล้วถ้าคนนั้นแสดงความมีน้ำใจออกมาก็รีบเฉลยตัวเอง > ก่อนจะให้เงิน 1000 ดอลขอบคุณน้ำใจ แล้วพอคนนั้นได้เงินก้อจะพรั่งพรูว่าทำไมเงินนี้มีค่ากับเขามาก (ที่ตกใจคือ 1000 ดอลคนที่ได้ร้องไห้แบบพรั่งพรูเลยอ่ะ)
สิ่งที่เราเห็นคล้ายกัน เคสที่มาช่วย Zach ก่อน (เขาชอบปลอมตัวเป็นคนเร่ร่อน คนลำบากแล้วหาคนช่วย) มักเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว มีครอบครัวป่วยมะเร็ง เป็น homeless เพราะเกิดจากการเจ็บป่วยในครอบครัว ขายของระดมทุนบางอย่าง แล้ว Zach ก็จะถามกลับว่าลำบากแบบนี้ทำไมถึงมาช่วยเขาก่อนหล่ะ คนโดยมากจะตอบว่าเพราะคุณก้อลำบาก ไม่ก็เพราะความรักคือสิ่งที่โลกต้องการตอนนี้
ที่โหดคือ Zach จะเอาตอนที่ให้เงิน 1000 ดอลเสร็จไปลงโซเชียลแล้วเปิด GoFundMe สุดท้ายเขาะระดมทุนได้ไม่ต่ำกว่า 60K ดอล ให้รถ ให้บ้าน ให้เงิน ให้ full time job ได้ เพราะคอมมูเขามีห้าสิบล้านคน !!!
ตอนนี้คือหลายแบรนด์ หลาย celeb มาช่วยเขาด้วย คือโหดมากๆ จากจุดเริ่มต้นคือ ช่อง tiktok ง่ายๆ
สิ่งแรกที่เขาทำไม่ใช่เรื่องแจกเงิน แต่คือเรื่อง Humanity
Zach เป็นคนแคนาดา จริงๆ เขาไม่ได้ตั้งใจจะมาเป็น Creator เขาใช้เวลาหลายปีพยายามเข้าโรงเรียนแพทย์ หลังจากปีแรกของมหาวิทยาลัยเคยเรียนพังจน GPA เหลือประมาณ 0.59 ก่อนจะค่อยๆ กลับมาตั้งหลักใหม่ จนสุดท้ายสอบเข้าเรียนแพทย์ที่ University of Sydney ได้
แต่พอไปถึง Sydney ปี 2020 ทุกอย่างกลับพังทั้ง COVID และ lockdown เลิกกับแฟน อาการบาดเจ็บ ACL และสภาพจิตใจที่ตกลงอย่างหนัก เขาเคยเล่าว่า ช่วงนั้นภายนอกดูเหมือนคนที่กำลังเรียนแพทย์และชีวิตไปได้ดี แต่ข้างในกลับไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย
เขาบอกว่าเขาไม่อยากเรียนต่อแล้ว แล้วไปนั่งร้องไห้ตรง Opera House ตอนฝนตก มีคนแปลกหน้าเดินผ่านมาเห็นเขาร้องไห้ แล้วก็เลือกที่จะนั่งบนพื้นเปียกๆ เพื่อนั่งฟังเรื่องเขาเป็นชั่วโมง
“The power of having a stranger hear me, made me want to do that for others.” Zach
เกิดเป็นจุดที่ MD Motivator เริ่มต้นจริงๆ
เขาเริ่มเขียนป้ายชูหน้าห้างให้คนมากอด (แบบที่เขื่อนทำอ่ะน่าจะมาจากไอเดีย Zach) จนเริ่มมีคนตาม Tiktok เขาเยอะมาก แล้วเริ่มมีคนให้เงินเขา บอกเอาเงินไปช่วยคนอื่นต่อสิ เขาเลยขอพ่อแม่เลิกเรียนแพทย์
ชอบที่เขาบอกพ่อแม่ไม่รู้ด้วยซ้ำ Tiktok คืออะไรจะรอดไหม แต่เขาสนแค่ happiness and health ของลูก เลยยอมให้กลับ
สิ่งที่เขาค้นพบระหว่างทางคือ เขาหลงรักการสร้าง community ผ่าน vulnerability และ connection มากกว่าเส้นทางแพทย์และสรุปสิ่งที่เชื่อเป็นสูตรที่โคตรดี
“Vulnerability = Relatability = Empowerment.”
เมื่อเรากล้าเปิดเผยความไม่สมบูรณ์ของตัวเอง คนอื่นจึงรู้สึกว่าคนนี้เหมือนเรา เมื่อคนรู้สึกว่าเราเหมือนเขา เขาจึงกล้าเปิดตัวเองออกมา และสุดท้ายความสัมพันธ์ตรงนั้นอาจกลายเป็นพลังให้ใครบางคนลุกขึ้นมาเปลี่ยนชีวิตตัวเอง
นี่เป็นแนวคิดที่ Zachery พูดมาตั้งแต่ก่อน MD Motivator จะกลายเป็นช่องใหญ่ ประโยคที่เขาใช้บ่อยคือ
“Your mess is your message.”
เพราะเรามักคิดว่าต้องผ่านเรื่องแย่ๆ ไปก่อน ต้องเก่งก่อน ต้องตกผลึกก่อน แล้วค่อยออกไปช่วยหรือพูดอะไรกับคนอื่น แต่บางทีเรื่องยุ่งๆ ที่เรากำลังอยู่กับมันนี่แหละ อาจเป็นสิ่งที่ทำให้เราเข้าใจคนอีกกลุ่มหนึ่งมากที่สุด
message ของคนที่ Zach ไปช่วยโหดมาก เขามักไปหาคนธรรมดาที่กำลังลำบาก แต่ยังเลือกใจดีกับคนอื่น
คนที่มีน้อย กลับเป็นคนที่พร้อมแบ่งมากที่สุด มันทำให้เราตั้งคำถามกับตัวเองทุกครั้งเหมือนกันว่า เวลาชีวิตเราสบาย เราบอกว่าเดี๋ยวพร้อมแล้วจะช่วยคนอื่น แต่ทำไมคนบางคนแทบไม่เหลืออะไร ยังแบ่งสิ่งที่ตัวเองมีได้
เขาใช้ Social Media ซึ่งปกติเต็มไปด้วยการแข่งขันว่าใครรวยกว่า สวยกว่า เก่งกว่า หรือประสบความสำเร็จกว่า มาทำตรงกันข้าม เขาพยายามทำให้ Kindness กลายเป็นสิ่งที่คนอยากดู จนสุดท้ายสร้างเป็นแนวคิด Kindness Is Cool
“You don’t have to change the entire world to make a difference. If you change one person’s world, you change the world.”







